ได้ยินชื่อ "เกาะเต่า" นับตั้งแต่จำความได้ แต่ไม่เคยรู้ีรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเกาะทางใต้นี้เลย จนกระทั่งตอนที่เริ่มสนใจการดำน้ำลึก (Scuba Diving) ชื่อของเกาะนี้จึุงได้กลับมาวนเวียนให้ได้ยินบ่อยๆ คงเพราะความโด่งดังในเรื่องแหล่งดำน้ำลึกซึ่งถือได้ว่าอยู่ในอันดับต้นๆของเมืองไทยนั่นเอง เมื่อได้ยินเกาะเต่าๆๆๆๆๆๆๆ มากเข้า ในที่สุดก็ทนไม่ไหว รบเร้าแฟนหนุ่มที่รักว่าต้องไปเที่ยวให้ได้ จึงได้เริ่มศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงจัง ดูแล้วการเดินทางไ่ม่ลำบากมากและน่าจะเที่ยวได้ในราคาไม่แพง ว่าแล้วก็จองโรงแรม จองตั๋วรถ/เรือ แพ๊คกระเป๋า ..ออกเดินทาง (วู้ววววววววววววววววว)
GETTING THERE (การเดินทาง)
การเดินทางจากกรุงเทพไปเกาะเต่านั้นทำได้หลายวิธี หากอยากขับรถหรือกระโดดขึ้นรถทัวร์ไปก็ไม่ยาก ขับ/นั่งตรงยาวววววเลยประจวบฯ ไปถึงชุมพรจนใกล้จะเข้าสุราษฏ์ฯ แล้วก็จะถึงท่าเรือข้ามไปเกาะเต่่าซึ่งก็มีให้เลือกอยู่หลายท่า หลายบริษัท หลายรูปแบบ ทั้งเรือประมงดัดแปลงแสนถูกที่ต้องใช้เวลาข้ามคืน หรือเรือเร็วที่แพงกว่าแต่อึดใจเดียวก็ถึง ก็ต้องหาข้อมูลดูกันเองว่าเราเหมาะสมกับงบประมาณแบบไหน หรือหากไฮโซวหน่อยก็สามารถบินไปลงที่สมุยแล้วนั่งเรือต่อเอา แต่วิธีนี้บอกได้เลยว่าต้นทุนการเที่ยวของคุณจะสูงมากถึงมากที่สุด ..แต่เราพิจารณาแล้ว งบประมาณเรามีจำกัดก็จริงแต่ก็ไม่ถึงกับจำเขียด จึงเลือกที่จะซื้อแพคเกจตั๋วรถ/เรือไปกลับ กรุงเทพ-เกาะเต่า ของ บ.ลมพระยา ในราคา 1,600 บาทต่อคน อืมมมม.. ไม่แย่เลยทีเดียว ดูแล้วสะดวกกาย สะดวกกระเป๋า ..สบายใจ อิๆๆ
รถเราออกจากข้าวสารประมาณ 3 ทุ่ม เราเป็นคู่คนไทยแค่คู่เดียวบนรถ ก็แปลกใจเล็กน้อยแต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร ตื่นเต้นกับการไปเที่ยวมากกว่า พนักงานบริการดีตลอดเส้นทาง ห้องน้ำในรถถึงแม้จะไม่ดีมากแต่ก็ไม่ถือว่าแย่อะไร คุยกันหนุงหนิงจนเผลอหลับไป รู้ตัวอีกทีตอนประมาณตี 5 ครึ่ง ถึงท่าเรือแล้ว แต่ตามตาราง เรือจะออกจากท่าประมาณ8โมง เราก็เลยใช้เวลานี้นั่งรับลมทะเลไปพลางกินขนมไป พอฟ้าเริ่มสางก็ลงไปเดินเล่นตรงชายหาดบริเวณท่าเรือ ถึงสายสีจะออกน้ำตาลแต่สะอาดและละเอียด ที่สำคัญคือน้ำใสมาก เห็นแค่นี้เราสองคนก็กระดี๊กระด๊าทนไม่ไหว ผลัดกันเอาเท้าจุ่มน้ำไปถ่ายรูปไป ในใจก็คิดว่าอยู่ฝั่งยังน้ำใสหาดสวยขนาดนี้ บนเกาะนี้ไม่รู้จะสวยแค่ไหน
ถ่ายรูปกันเพลิน มองไปเห็นคนเิริ่มเดินขึ้นเรือ 2 กะเหรี่ยงเลยรีบวิ่งหน้าเริ่ดไปหอบสัมภาระขึ้นหลัง สาวเท้าขึ้นเรือ ...ใจเต้นตึกๆๆๆๆ "เกาะเต่า เกาะเต่า จะถึงเกาะเต่าแล้ว"
เรือของลมพระยาก็เป็นเรืออย่างดี มีห้องแอร์ให้นั่งพักเกือบสบาย ที่ว่าเกือบเพราะคลื่นแรงใช้ได้ กลายเ็ป็นว่าการนั่งอุดอู้อยู่ในห้องแอร์กลับทำให้เราพะอืดพะอม ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ค่อยจะเกิดกับเราเท่าไหร่ ...แต่จะออกไปไหนก็ไม่ได้ เพราะเรือถูกดีไซน์มาให้นั่งในห้องแอร์เท่านั้น ฮ่าๆๆๆๆๆ (-..-") เอาน่ะ ทนไป แป๊ปเดียวก็ถึงเกาะนางยวนชื่อดัง (เรือหยุด 2 ที่คือที่เกาะนางยวนและเกาะเต่า) มองลอดหน้าต่างไป อื้อหือ.. สวยได้ใจ โจ้กับเราหันมาพยักเพยิดกันว่าวันหลังจะมาเที่ยวที่นี้แน่นอน แต่ตอนนี้ขอมุ่งไปที่เกาะเต่าก่อนนะจ๊ะ ไม่เกิน10โมงก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ปรากฏว่าเราต้องรอรถจากโรงแรมสักพัก จึงถือโอกาสนี้สำรวจบริเวณใกล้ๆท่าเรือสักหน่อย
ท่าเรือกลางของเกาะเต่านั้นตั้งอยู่ที่ "แม่หาด" ซึ่งถือว่าเป็นบริเวณที่คึกคักพอสมควร มี 7/11 มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร รวมไปถึงโรงแรมราคาถูกอยู่พอสมควร ถามว่าหาดแถวนี้เล่นน้ำได้มั๊ย ก็ต้องตอบว่าได้ แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะลองไปหาดูโรงแรมที่บริเวณอื่นที่หาดเงียบกว่านี้จะเหมาะกว่าซื้อขนมเสร็จรถเปิดประทุนจากโรงแรมก็มาถึงพอดี ฟังดูหรู แต่จริงๆคือรถปิ๊กอัพไร้หลังคาที่ถูกดัดแปลงโดยการเอาเบาะรถสองแถวมาเสริมให้ผู้โดยสารนั่งผมปลิวกันนี่แหล่ะ จุดหมายของเราอยู่ที่ "อ่าวโฉลกบ้านเก่า" ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแม่หาดมาก เป็นที่ตั้งของ "โรงแรมวิวพอยท์" ที่เราจะฝากชีวิตไว้อีก 3 คืนนั่นแล
นั่งรถจนผมพอฟูได้ที่คนขับก็บอกให้เราลงตรงนี้ (หน้า 7/11 อีกสาขาหนึ่ง) แล้วเดินไปที่รีสอร์ทเองจะใกล้กว่า เพราะรถต้องไปอ้อมไกลและเส้นทางไม่น่าภิรมย์เท่าไหร่ ส่วนกระเป๋าเดี๋ยวเขาจะเอาตามไปให้ที่รีสอร์ทเอง ..โอเช เค้าเป็นคนต่างถิ่น จะพูดอะไรได้แค่ไหนเชียว เดินก็เดิน ลงจากรถเดินฝ่าเกสต์เฮาส์ราคาไม่น่าแพงหลายแห่ง (แอบรู้สึกว่าน่าจะมาหาที่พักเอาแถวนี้ คงถูกได้อีก) จนมาถึงหาด ..สวยยยยย สะอาดดดด น้ำใส (^_^) ถามคนแถวนั้นบอกยังไม่ถึงโรงแรม เอ้า.. เดินต่อ! (ไหนคนขับบอกไม่ไกลไงฟะ ไม่ไกลของคนกรุงเทพนี่ระยะทางต้องใกล้ยิ่งกว่าครึ่งป้ายรถเมล์อีกนะ) เดินผ่ากลางร้านอาหารของใครต่อใคร ผ่านโรงแรมนู้นนี้ไปเรื่อยเปื่อย ในที่สุดก็มาถึงที่พักของเราที่ตรงสุดหาด (แฮ่กๆๆๆๆ) ถามหากระเป๋าว่ายังมาไม่ถึง เออ.. สงสัยทางถนนนี่จะอ้อมไกลกว่าเยอะจริงๆ เอาเป็นว่าขอขึ้นไปพักที่ห้องก่อนแล้วกัน ขอน้ำเย็นๆ ตามขึ้นมาด้วยนะคะ
HOTEL/GUESTHOUSE (ที่พัก)
ดีที่เกาะเต่านั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาก จึงมีที่พักให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่โคตรถูกไปจนถึงโคตรแพง ส่วนเรา ก็บอกแล้วว่างบประมาณมีจำกัดแต่ดันเป็นคนกระแดะ ก็เลยต้องเลือกที่พักดูดีมีระดับในราคาต่ำ เราเลยเลือกที่โรงแรมวิวพอยท์ (http://www.kohtaoviewpoint.com) เพราะเช็คจากเว็บแล้วหน้าตาดีมาก แต่โรงแรมนี้มีออพชั่นค่อนข้างน้อย ถ้ามีตังค์ก็พักไปเลยห้องละเป็นหมื่น มีแอร์ ทีวี ห้องนั่งเล่น ห้องอาบน้ำแสนหรู และสระว่ายน้ำส่วนตัว พร้อม!! กับอีกแบบคือสำหรับคนอย่างเราที่เบี้ยน้อยหอยน้อยแต่อยากพักโรงแรมวิวสวยก็อยู่ไปห้องพัดลม ราคา 1,100 บาท ลองดู อยู่ใต้ฟ้าเมืองไทย กลัวอะไรกับความร้อน (T_T)
แต่ถึงแม้เป็นห้องพักลม บอกได้เลยว่านอนสบายไม่ร้อน เพราะห้องพักอยู่บนเขา ลมดีตลอดคืน แต่ตอนกลางวันต้องอาศัยผึ่งพัดลมเอา ไม่อย่างนั้นก็ต้องหาเรื่องไปเที่ยวที่อื่น แต่ที่เด็ดจริงๆ คือวิวที่มองเห็นได้จากระเบียงห้อง ดูเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ไม่เชื่อดูรูป อย่างว่า.. โรงแรมเขาชื่อ "วิวพอยท์" ค่ะ ถ้าทิวทัศน์ไม่เจ๋งจริงจะกล้าเอาเป็นจุดขายรึ
ที่สำคัญกว่านั้นคือผู้จัดการโรงแรมที่นี่น่ารักมากค่ะ เราว่าความประทับใจเกาะเต่าของเราส่วนหนึ่งนั้นเกี่ยวกับที่พักด้วย ซึ่งมันคงเริ่มตั้งแต่ตอนเราโทรจองที่พักแล้วล่ะ ผู้จัดการเป็นผู้รับเรื่องของเราพูดจาน่ารักเป็นกันเองตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้คุยกันทางโทรศัพท์ มาถึงก็ต้อนรับอย่างดี แถมยังยอมให้เราเข้าไปนั่งเล่นที่ห้องแสนแพงได้ตามใจไม่ว่า ไม่รู้ว่าเพราะเราเป็นแขกคนไทยที่หาได้ยากในฤดูที่ไม่ใช่สงกรานต์ก็รึเปล่า เขาจึงต้อนรับขับสู้เต็มที่ (^_^)
FIRST DAY (วันแรก)
ตามธรรมเนียมของเราสองคน เวลาเราไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม เรามักจะใช้เวลาของวันแรกในท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงที่พัก เราจึงตกลงกันว่าจะลองทานอาหารของโรงแรมดูสักมื้อ ต่อด้วยการคายัคและดำน้ำ/วายน้ำอยู่ในอ่าวนี้ ลงไปถึงร้านอาหาร แหมๆๆ เมนูดูไฮโซวมีทั้งฝรั่งและไทย หันไปสั่งอาหารกับพนักงานเป็นภาษาไทย เท่านั้นแหล่ะ งง!!! เฮ้ยยยย.. เพิ่งรู้สึกตัวว่าภาษาไทยนั้นใช้ในเกาะเต่าไม่ค่อยได้ เพราะแรงงานส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นคนพม่า อย่างโรงแรมที่เราพักนั้น ทั้งโรงแรมมีพนักงานคนไทยคือผู้จัดการแค่คนเดียว ไม่เป็นไร ภาษาอังกฤษข้าพเจ้าดีอยู่ ก็ส่งภาษากันไป อาหารมา... ไม่ตรงกับที่สั่ง เอ้าฮา (^..^") ไม่เป็นไร ขำๆ มาเที่ยว พอลองชิมอาหารเท่านั้นแหล่ะ ก็ได้รู้ว่าในที่สุดเราก็ได้เจอข้อเสียเพียงอย่างเดียวของโรงแรมนี้ ..ใช่แล้ว มันคืออาหารนั่นเอง! จะฝรั่งหรือไทยก็ไม่ค่อยอร่อยพอๆกัน ฮ่าๆๆๆๆ (หัวเราะขื่นๆ) เอาๆ ไม่เป็นไร กินแค่พออิ่มแ้ล้วไปต่อดีกว่า
กิจกรรมต่อไปที่เราคิดกันไว้ก็คือการคายัค ซึ่งก็เช่าของโรงแรมนั่นแหล่ะ ไม่แพง 300 บาทพายเล่นได้ทั้งวัน ถามผู้จัดการว่ามีตรงไหนให้เราดำน้ำตื้น (skin dive) ได้บ้างมั๊ย เพราะอุปกรณ์ก็เตรียมาครบ ทั้งหน้ากาก สนอร์กเกิล และฟิน เขาก็บอกว่าอีกฝั่งหนึ่งของอ่าวมีปะการังอยู่เหมือนกัน น่าจะได้ ไ้ด้ยินดังนั้น 2กะเหรี่ยงจึงรีบเอาเรือน้อยออกจากฝั่ง พายเล่นไปเรื่อยๆ มีจุดหมายอยู่ที่อีกด้านของอ่าวซึ่งอยู่ไม่ไกล แต่ทว่า... โอ้แม่เจ้า! ยิ่งเราเข้าใกล้จุดมุ่งหมายของเราเท่าไหร่ เรือของเราก็ยิ่งโคลงมากขึ้นเท่านั้น เพราะอะไรนั้นหรือ.. ก็เพราะจุดปะการังนั้นอยู่เลยช่วงแอ่งเขาที่บังลมไว้ เลยช่วงโขดหินที่กันคลื่นไว้ เราจึงได้เจอทะเลเกาะเต่าของจริง ซึ่งคลื่นค่อนข้างสูงในช่วงเวลาที่เราอยู่ ตอนแรกก็ทำใจกล้าจั้มฝีพายเป็นจังหวะอย่างมุ่งมั่น แ่ต่พอใกล้ออกปากอ่าวเข้าจริงๆ คลื่นมันรุนแรงมาก เกินกว่าที่กะเหรี่ยงกรุงเทพสองคนจะกล้าพอฝ่าออกไป เราจึงมองหน้ากัน "ถอยยยยย" ไปพายเล่นกันแบบน่ารักๆในอ่าวเงียบๆดีกว่า เหอๆๆๆที่เราชอบมากๆ คือ กลางอ่าวโฉลกบ้านเก่าในตอนที่เราไปเยี่ยมเยือนนั้น มีเรือประมงเก่าจมอยู่ในมุมกำลังสวย แบบโผล่มาครึ่งลำให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉม ดูเด่นเป็นสง่า ตอนแรกเรานึกว่าเป็นเรือเก่าที่เขาตั้งใจเอามาจมให้เป็นจุดเด่นของหาดนี้ ด้วยองศาการเอนเอียงที่ดูเป๊ะไปหน่อย สวยทุกมุม แต่ถามชาวบ้านได้ความจริงว่าเป็นเรือที่โดนคลื่นซัดมาอัปปางในอ่าวนี้จริงๆเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อนหน้านี้ โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรในอุบัติเหตุครั้งนั้น ไม่งั้นเราคงหลอนแย่
หลังจากล้มเลิกแผนการดำน้ำตื้นดูปะการังตรงปากอ่าว เราก็เลยมาพายรอบเรือจมที่กลางอ่าวพร้อมถ่ายรูปเล่น สนุกสนาน เหนื่อยๆ แล้วก็เอาเรือไปเกยอยู่ที่ "เกาะเต่ารีสอร์ท" (http://www.kotaoresort.com) โรงแรมหน้าตาดีที่อยู่ในอ่าวเดียวกัน สั่งน้ำเย็นๆ กินชื่นใจ อืมมมม.. บรรยากาศดี เครื่องดื่มรสชาติอร่อย นั่งชิวกันได้พักใหญ่แดดเริ่มคล้อยมากแล้ว เราจึงตัดสินใจพายเรือกลับโรงแรมดีกว่า ก่อนจะมืด จะได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมาหาข้าวเย็นกินกันด้วย ซึ่งเราก็ตัดสินใจกลับมาที่เกาะเต่ารีสอร์ทอีกครั้ง เพราะติดใจบรรยากาศ การบริการ และรสชาติเครื่องดื่มที่ได้ลองชิม ประเมินดูแล้ว อาหารไม่น่าจะแย่ ..ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เราสั่งกัีนแต่อาหารฝรั่ง ทั้งสลัด พิซซ่า และเสต็ก หากใครผ่านมาแถวนี้ก็มาฝากท้องที่โรงแรมนี้ได้
อิ่มท้องกันแล้ว นั่งปล่อยอารมณ์กับเพลงแจ๊ซที่เปิดคลอไปกับเสียงคลื่น แถมด้วยลมเย็นๆ (ที่แอบเหนียว ฮ่าๆๆ) จนตาเริ่มปิดพร้อมกับสังเกตุเห็นฟ้าแล๊บ 2-3 แปล๊ป จึงตัดสินใจกลับที่พัก ถ้าฝนตกแล้วติดอยู่ที่นี่คงไม่สนุก คืนนั้นเราสองคนนอนหลับสบาย เปิดหน้าต่างโล่งโจ้งแค่ไหนก็ไร้แมลงรบกวน มีก็แต่ลมเย็นๆ ที่มากระทบผิวกาย กับทิวทัศน์เกาะเต่าระยิบระยับยามค่ำคืน เราจึงได้หลับไปพร้อมความรู้สึกดีๆ
SECOND DAY (วันที่สอง)
ตื่นแต่เช้าด้วยความสดใส อากาศสะอาดๆ นี่้ทำให้เรารู้สึกสดชื่นได้จริงๆ มองออกไปตรงระเบียงเห็นแดดกำลังสวย เลยถือโอกาสอาบแดดสักหน่อย มาทะเลทั้งทีจะให้กลับไปแบบขาวๆได้ยังไง จริงมั๊ย หลังพลิกซ้ายพลิกขวากลับหน้ากลับหลัง แน่ใจว่าปิ๊งตัวเองจนได้ที่ ก็ได้เวลาอาบน้ำ วันนี้เราจะไปสำรวจเกาะเต่ากันว่าบนเกาะสวยๆ แห่งนี้มีอะไรให้เราเที่ยวบ้าง เมื่อวานสำรวจแล้วว่าที่นี่มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าหลายเจ้า ราคาไม่แพงอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อวัน น้ำมันต่างหาก เราตกลงเลือกเจ้าที่อยู่ใกล้โรงแรมที่สุด ก็กรอกรายละเอียดกันเรียบร้อย พนักงานหญิงคนไทยก็พาเรามาดูรถใหม่เอี่ยม พร้อมชี้ให้ดูตรงนั้นตรงนี้ว่ารถของเขาสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วนสักแค่ไหน ตอนแรกเราก็แอบแปลกใจ แต่ก็คิดว่าคงเป็นแค่ขั้นตอนธรรามดาของที่นี่
หลังเสร็จเรียบร้อย เราก็ขี่รถออกมา โดยตกลงกันว่าจะแวะดื่มกาแฟ/โกโก้ที่ร้านกาแฟแถวที่พักสักหน่อย จำได้ว่าหน้าตาดูใช้ได้ ปรากฏว่าอร่อยจริง เราสั่งช๊อคโกแล๊ตปั่น (เมนูเดิมๆของเรา) อร่อยเลยทีเดียว แต่พอลองสั่งคุ๊กกี้มากินกลับผิดหวัง แต่ไม่เป็นไร แค่น้ำอร่อยและบรรยากาศดีก็เพียงพอแล้วสำหรับเรา อย่างอื่นถือเป็นชองแถม
ดูในแผนที่ซึ่งเราหยิบติดมาจากท่าเรือ เราตกลงกันว่าจะลองขับรถตามทางไปเรื่อยๆ ก่อน ลองผ่านไปทางแม่หาดโดยมีจุดมุ่งหมายหลักอยู่ที่ Whale Skeleton (กระดูกปลาวาฬ) ในกลางแผนที่ ภาพในหัวเราในตอนแรกคือเป็นกระดูกปลาวาฬสมัยโบราณที่เขาขุดพบบนเขาสูง ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ..ฟังดูเย้ายวน สองกะเหรี่ยงจึงดี๊ด๊ากันสุดชีวิต ไปถึงปากทางเลี้ยวเข้า หืมมม... ทางสูงใช้ได้ หันไปถามแฟนหนุ่ม บอกไหว เราก็เอาเว้ย ไหวก็ไหว ก็ขึ้นกันไปแบบอืดๆ ได้สักพัก เฮ้ย... ทางชันยิ่งกว่าเดิม เราจึงหันไปถามแฟนหนุ่มอีกครั้ง "เอาไง จะล้มเลิกหรือจะจอดรถไว้ตรงนี้แล้วเดินขึ้นกันเอง" ชายหนุ่มเราเป็นคนขึ้กังวลและมีความรับผิดชอบสูงงงงง กลัวว่าถ้าจอดรถทิ้งไว้อาจหายได้ เลยบอกให้เราลงเดิน ส่วนเขาจะลากมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปด้วย
แฮ่กๆๆๆๆ ในที่สุดก็มาถึง เดินไปตามป้ายกระดูกปลาวาฬด้วยใจเต้นตึกตักๆ เฮ้ย ทำไมต้องเดินเข้าไปในร้านอาหารด้วย(ฟะ) แล้วเราก็เข้าใจ ......กระดูกปลาวาฬที่ว่าก็คือโครงกระดูกปลาวาฬที่เขานำมาเรียงๆ จัดแต่งเป็นจุดขายของร้านอาหาร/รีสอร์ทบทยอดเกาะนี่เอง เหอๆๆ (T_T) กกกกรู ขึ้นมาตั้งไกล กำลังแอบเซ็งอยู่นั้นก็หันไปเห็นวิวของร้านอาหารแห่งนี้ บอกได้เลยว่าสุดยอดดดดดดดด ทะเลสีครามตัดกับฟ้าใส ร้านอาหารก็ตกแต่งด้วยไม้ทาสีขาวทั้งร้าน ช่วยขับให้สีฟ้าของน้ำทะเลที่หาดทรายรีและท้องฟ้ายิ่งเด่นขึ้นมา และแล้วความเหนื่อยก็หายเกือบเป็นปลิดทิ้ง ไหนๆ ก็ขึ้นมาขนาดนี้แล้วนั่งทอดอารมณ์ชมวิวอีกสักพักดีกว่า (^_^) ว่าแล้วก็สั่งน้ำปั่นคนละแก้ว และสลัดผักอีกหนึ่งจาก อยากทานอาหารเบาๆ เคล้าเสียงดนตรีแจ๊ซที่บรรเลงเป็นแบ็คกราวนด์
ที่นี่เองที่เราได้เจอเพื่อนใหม่ เป็นหมาลูกผสม(หลายพันธ์)ตัวใหญ่ที่ดูสะอาดอารมณ์ดี ที่มาคอยต้อนรับแขกเหรื่ออย่างเรา ไม่ได้ถามชื่อหรือแนะนำตัวอะไรกันมาก แต่เขาก็มานอนชิวข้างเราที่ก็นอนชิวอ่านหนังสือบนเปลยวนอย่างสบายอารมณ์ อ้อ... ลืมบอกไป อาหารไม่อร่อยนะคะ แต่ไม่แน่ใจว่าอาหารไทยรสชาติเป็นยังไงบ้าง เพราะเราสั่งแต่อาหารฝรั่งกันหลังจากอิ่มกับบรรยากาศแสนอร่อยแล้ว เราก็เห็นว่าควรได้เวลาลงไปเที่ยวที่อื่นกันต่อ เราบอกกับโจ้ว่าไปเจอกันข้างล่างแล้วกันเพราะทางมันชัน แต่โจ้ยืนยันว่าขาลงไม่ลำบาก ซ้อนไปพร้อมกันเลยได้ ...ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดมากๆ สำหรับกะเหรี่ยงทั้งสอง ขาลงเขาสูงชันด้วยมอเตอร์ไซค์เด็กแว๊นบนเส้นทางที่คดเคี้ยวเต็มไปด้วยทรายจากริมหาด ....เป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดโดยเฉพาะกับคนที่ไม่ชำนาญ ความจริงข้อนี้เราได้เรียนรู้จากการขี่มอเตอร์ไซค์ลงเขาที่หาดทรายรี เกาะเต่า นี่แล....
Lesson for Life (ได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด....)
แม้ในใจจะหวั่นไหว แต่เมื่อแฟนหนุ่มยืนยันแน่นหนักว่าไม่เป็นไร เราก็ได้แต่คิดว่า..เอาวะ ไม่เป็นรายยยยย
จากยอดเขาลงมาได้ไม่กี่เมตร เส้นทางที่ชันอยู่แล้วยิ่งชันหนัก เมื่อเห็นการหักเลี้ยวของถนนเบื้องหน้าแล้วเม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดเต็มหน้า ยิ่่งมองไปที่พื้นถนนด้วยแล้ว แม้ไม่ขรุขระแต่ก็เต็มไปด้วยเม็ดทรายที่คงมาจากท้องทะเลงาม ยามนี้ ข้าพเจ้าได้แต่แอบสวดมนต์อยู่ในใจ ยังไม่ทันจบคำว่า "นะโม" อุแม่เจ้า สิ่งที่กังวลก็บังเกิด
รถมอเตอร์ไซค์ที่โจ้พยายามหักเลี้ยวซ้ายบริเวณโค้งเกือบหักศอกบนถนนเล็กๆ ในที่สุดก็ต้านทางแรงโน้มถ่วงโลกไม่ไหว เอียงขวาอย่างรวดเร็วและเริ่มไถลลื่นไปกับพื้นถนน โชคดีที่ยังมีขาของคน 2 คนที่อยู่บนมอเตอร์ไซค์คอยรองเอาไว้ รถจึงไม่เป็นอะไรมาก ..เฮ้ย!!! นั่นไม่ใช่โชคดีแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากหรือเรา 2 คนความสามารถต่ำ จึงไม่สามารถกระโจนออกมาจากมอเตอร์ไซค์ที่กำลังล้มเหมือนในหนังแอ๊คชั่นที่ดูมาแต่เด็กได้ ผลคือ รถที่เอียงล้มและไถลไปกับพื้น ได้ลากเอาเราสองถากไปกับพื้นด้วย ...ก็บรรลัยสิคะ
อิชั้นยังไม่เท่าไหร่ เพราะซ้อนอยู่ด้านหลัง จำได้ว่าตอนที่รถล้มและถ่วงไปด้านหน้า เราพยายามฝืนสุดชีวิตเพราะรู้แล้วว่ามันจะไปทับโจ้ แต่ก็ฝืนแรงเหวี่ยงไม่ไหว จึงใช้มือเปล่าพยายามยันพื้น เพื่อให้หน้าพ้น และเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของรถ และในที่สุดรถก็หยุด
สิ่งแรกที่นึกได้คือโจ้ เพราะโดนทั้งรถโดนทั้งเรา โจ้เป็นแผลถลอกไปครึ่งขาขวา เลยยาวขึ้นมาถึงบริเวณสะโพก ลามไปถึงแขนและข้อศอกซ้าย เพราะตัวที่บิดมากระแทกพื้นด้วยแรงเหวี่ยง แต่ยังลุกได้ ไม่มีรอยหยดเลือดบนพื้นถนน และยังหันมาถามเราได้ว่าเป็นยังไงบ้าง แสดงว่ายังโอเคอยู่
สิ่งที่สองที่นึกถึงคือ.. ความทรงจำทั้งหมดเมื่อตอนเช่ามอเตอร์ไซค์มา ในที่สุดเราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องให้เราดูทุกจุดว่ารถเขาใหม่เอี่ยมขนาดไหน เพื่อที่ว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุ (ซึ่งเขาคงคาดอยู่แล้วว่าคงเกิด) เขาจะได้คิดค่าเสียหายถูก
เมื่อคิดได้ดังนั้น สองกระเหรี่ยงที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลก็ช่วยกันสำรวจรถ ประมาณว่าตัวตายไม่เป็นไร แต่ยังอยู่แล้วต้องใช้หนี้นี่ดิ (>_<) เมื่้อสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าสภาพรถโดยรวมยังอยู่ดี มีแค่รอยถลอกประมาณ 3 แผลชัดกับอีก 1 แผลเล็กที่เราพยายามใช้มือถูๆเพื่อให้รอยจางลง เราจึงหอบหิ้วเอาร่างพร้อมแผลถลอกสดๆ ขึ้นนั่งมอเตอร์ไซค์ต้านลม (อู๊ยยยซี๊ดดดด) ไปหาคลินิคทำแผล ซึ่งเราจำได้ว่าระหว่างทางขามาเห็นอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน เข้าใจแล้วว่าทำไม...
ไปถึงคลินิคจึงเห็นว่ามีคนไข้คนอื่นก่อนหน้าเรา มอเตอร์ไซค์ล้มเหมือนกัน หมอจึงเล่าให้ฟังว่ามีเยอะมาก เพราะพวกที่ให้เช่ามอเตอร์ไซค์เขาจะเรียกเอาตังค์ค่าซ่อมแพงๆ คือตรงไหนมีรอยก็เก็บตังค์เท่ากับค่าซื้ออะไหล่ชิ้นนั้นใหม่เลย โดยเฉพาะถ้าเป็นฝรั่งจะโดนเรียกเก็บเป็นหมื่นๆ แล้วพวกนี้เขาจะคิดค่าเช่าถูกๆเพื่อจูงใจให้เราเช่ารถ จะไม่ยอมวิธีขี่มอเตอร์ไซค์ที่ถูกต้องให้ เพื่อให้เกิดอุบัติเหตุ และเขาจะได้เก็บค่าซ่อมจากเรานั่นเอง ..เจ็บและเซ็งเป็นอย่างสูงครับท่านผู้ชม Amazing Thailand มากม๊ากกก เรื่องอย่างนี้ควรจะมีเตือนอยู่ในเว็บไซต์ท่องเที่ยวนะคะ อยากให้คนมาเที่ยว บอกแต่ข้อดีและไม่มีการพูดถึงข้อควรระวัง ก็เท่ากับหลอกเขามา ถึงเวลานักท่องเที่ยวได้แต่ความทรงจำแย่ๆกลับไปเล่าให้คนอื่นฟัง จะไปว่าเขาก็ไม่ได้
ทำแผลเสร็จก็กลับไปคืนรถ หน้าตาเจ๊พนักงานคนเดิมหน้าตาตกใจพอเป็นพิธีเมื่อเห็นสภาพของเรา พอเป็นพิธีจริงๆ เสร็จแล้วก็มาสำรวจรถ ตรงนี้มีรอยนะคะ ตรงนี้ก็มีนะคะ ตรงนี้ก็มีอีกนะคะ แล้วก็หยิบใบราคาอะไหล่ขึ้นมาเช็คๆๆ ให้เราดู คิดดูดิ มีใบราคาอะไหล่สำหรับรถทั้งคนทำไว้เป็นตั้งๆโดยเฉพาะเลยอ่ะ จำไม่ได้ว่าของเราตัวเลขตอนแรกเท่าไหร่ แต่เราบอกเขาว่าไม่มีเงิน เขาก็ลดให้เหลือ 2,500 แล้วก็บอกว่าเห็นว่าเป็นคนไทยนะคะ ปกติถ้าเป็นฝรั่งเี่นี่ยลดไม่ได้เลย (ถุย จะฝรั่งหรือไทย ก็หลอกเงินเขามาทั้งนั้นล่ะวะ) เพราะเจ้าของที่เป็นฝรั่งเขาไม่ยอม (ถุยอีกรอบ ไม่ต้องมาอ้างฝรั่ง จะฝรั่งหรือไทยแกก็ร่วมขบวนการกับเขาด้วยนั่นแหล่ะ) แต่เราเก็บอาการโกรธไว้ แล้วก็อ้อนๆๆๆๆๆๆ บอกว่าไม่มีตังค์แล้ว นี่เก็บตังค์กันมาเป็นเดือนๆเพื่อมาเที่ยว (เรื่องจริง) ตังค์หมดแล้ว เจ๊ก็เหมือนจะใจอ่อนแต่ถามเราอีกเที่ยวว่าพักที่ Viewpoint ใช่มั๊ย แล้วก็บอกว่าลดได้แค่นี่แหล่ะ สุดๆแล้ว เฮ้ย!!!! พักที่ไหนเกี่ยวไรฟะ แค่จะดูว่าพักที่ไหนราคาเท่าไหร่น่าจะมีเงินอยู่เท่าไหร่เงี้ยเรอะ?? โอ้วววววววว เลวไร้ที่ติมากม๊ากค๊าาา หลังจากฟาดฟันกับการจ่ายเงินค่าซ่อมรถอยู่พักใหญ่ ก็ยอมจ่ายเขาไป 2,500 แล้วก็ออกมาหาอะไรกิน ขอที่บรรยากาศดีและอาหารอร่อยแก้เซ็งกัน 2 คน เอาน่า.. ถึงจะเจออะไรแย่ๆมาก็ไม่ได้แปลว่าทริปนี้จะต้องแย่ทั้งหมด แถมนี่เรายังโดนแค่นี้ ตอนแรกเราหวั่นกันมากว่าถ้าโดนเป็นหมื่นจะทำยังไง เพราะเราไม่มีตังค์กันจริงๆ เฮ้อออ.. นี่ถือว่าดีแล้วนะ ระหว่างทางไปร้านอาหาร ก็แวะไปที่ร้านทัวร์ดำน้ำที่เราจองเขาไว้สำหรับวันรุ่งขึ้น บอกเขาว่ายกเลิกของโจ้ ถึงแม้หมอจะบอกว่าไปดำเถอะ ไหนๆก็มาแล้ว ไปลงน้ำซะก่อนแผลจะระบม (แน๊ะ พูดได้) แต่ดูสภาพแล้วโจ้ไม่ไหวแน่ๆ แค่เดินให้ไม่กระเผลกยังยากเลย แต่เรานี่ดิ ก็เจ็บแผลนะแต่แบบ ไหนๆก็มาถึงนี่แล้วไง ก็กะว่าควรจะลองดู วันนี้เรากลับโรงแรมกันเร็วหน่อย ไปนอนร้องโอดโอยกันต่อที่ห้อง โดยเฉพาะเมื่อยามที่ลมพัดมา ห้องข้างๆก็จะได้ยินเสียง "กรี๊ดดดดด" โหยหวนดังมาจากห้องเราตลอดคืน ดันนอนห้องพัดลมด้วยดิ ..ลมพัด เย็นสบายยย (T_____T)
ปล. ในนกรณีที่ทางลาดชันและเราต้องเบรกเพื่อคอยประคองรถ เราต้องใช้เบรกหลังเท่านั้น ห้ามใช้เบรกหน้าเด็ดขาดเพราะรถจะเสียการทรงตัว และต้องมาลงเอยที่คลินิคอย่างเรา
THIRD DAY (วันที่สาม)
ในที่สุด วันแห่งการดำน้ำที่เกาะเต่าอันเลื่องชื่อที่รอคอยก็มาถึง แต่ที่เราไม่ได้รอแต่ก็มาึถึงเช่นกันคือความเจ็บปวดของแผลที่กำลังระบมได้ที่ แถมเปลือกผิวยังเริ่มแห้งจะก่อตัวเป็นสะเก็ด แต่แผลที่เรามีมันดันอยู่ที่หัวเข่าพอดีเป๊ะนี่สิ ทุกครั้งที่ขยับขาจึงต้องร้องออกมาแบบเลี่ยงไม่ได้ ..แต่เราเหมือนเป็นโรคจิตหน่อยๆ คือส่วนตัวเป็นพวกชอบเลือกที่จะเจ็บหนักครั้งเดียวแทนที่จะเจ็บแบบน้อยๆยาวๆ ก็เลยเลือกที่จะขยับขาให้มันแรงๆให้ส่วนผิวที่แห้งนั้นแยกออกจากกัน (กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เจ็บโว๊ยยยยยยยย) จากนั้นจะเข้าสู่อาการชา และก็เดินได้เหมือนปกติ ส่วนโจ้ชายหนุ่มเลือกทางเดินอีกทาง คือขยับน้อยๆ เจ็บนิดๆ ซี๊ดๆ โอยๆ เรื่อยๆ แต่อย่างว่า เขาเป็นหนักกว่าเราเยอะ ทำให้มีทางเลือกไม่มาก
เมื่อโจ้ยืนยันอย่างหนักแน่นที่จะให้เราได้ดำน้ำในวันนี้ สมความตั้งใจที่มาเกาะเต่า ทั้งที่เราเป็นห่วงและตั้งใจจะยกเลิกการดำน้ำ เราจึงตัดสินใจ "เอาวะ ไปก็ไป ดำก็ดำ มาถึงนี่แล้ว เดี๋ยวจะเสียเที่ยว" ว่าก็ร่ำลากับแฟนหนุ่มให้เีรียบร้อย ก่อนจะปล่อยให้เขา ผู้บาดเจ็บ(เกือบ)สาหัส ไว้ในห้องเพียงลำพังเพื่อพักผ่อน ส่วนเราก็เดินมุ่งหน้าไปยังบริษัททัวร์ดำน้ำ
ด้วยความที่บริษัทซึ่งเราเลือกใช้บริการนั้นเป็นบริษัทเล็กๆ มีเจ้าหน้าที่ 2 คน และช่วงที่เราไปก็ไม่ใช่หน้าไฮ เลยต้องไปเช่าเรือร่วมกับโรงเรียนสอนดำน้ำอีกบริษัทซึ่งเขาพาคนไปออกไปสอบวันนั้น แต่ถึงเวลาก็ต่างคนต่างดำ ไม่เกี่ยวกัน น่าเสียดายที่เตรียมอุปกรณ์มาทั้งฟินและหน้ากาก แต่ดันลืมไว้ที่ห้อง เลยต้องใช้ของที่เขาเตรียมไว้ให้ซึ่งคุณภาพห่วยแตกมาก น้ำเข้าหน้ากากตลอดเวลา แถมฟินก็แสนหนักจนตะคริวกินไป 2-3 รอบ แต่พอลงไปใต้น้ำแล้ว แหม บอกได้เลยว่าลืมทุกอย่าง (ช่ายยย รวมถึงแผลที่โคตรแสบเมื่อโดนน้ำทะเลนั่นด้วย) แต่ใต้น้ำนั้นจะสวยอย่างไร ไม่อยากบรรยายจริงๆ อยากให้พิจารณาจากภาพที่เก็บมาฝากกันเอาเอง นี่ขนาดไม่ใช่กล้องโปรนะเนี่ย แถมฝีมือการถ่ายภาพใต้น้ำของเรายังถือว่าอยู่ในระดับเตรียมอนุบาล โฮะๆๆ
ดำน้ำเสร็จครึ่งวันเช้าก็ได้เวลากลับไปดูใจแฟนหนุ่ม ยังอยู่ดี (^_^) ก็เลยกระเตงกันออกจากห้อง เพื่อพาโจ้ไปล้างแผลและหาข้าวกลางวันทานกัน ช่วงบ่ายถึงเย็นก็แน่นอน ใช้ไปกับการชิวและการอาบแดด ตกเย็นก็กลับไปเก็บของเตรียมตัวกลับในวันรุ่งขึ้น
เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เรารู้สึกยังเที่ยวไม่เต็มอิ่มแต่ก็ต้องกลับกรุงเทพซะแล้ว เอาน่า.. โอกาสหน้ายังมี ก็เราหลงเสน่ห์เกาะเต่าเข้าแล้วนี่ ยังไงก็คงได้กลับมาอีก แต่คราวหน้าเราคงไม่กล้าขี่มอเตอร์ไซค์ที่นี่อีกแล้วล่ะ จำจนตาย ฮ่าๆๆๆ



























