Wednesday, December 2, 2009

My First Time in Beijing

เรื่องแรกที่อยากนำมาเล่าประเดิมบล๊อกนี้คือประสบการณ์การไปเที่ยวประเทศจีนครั้งแรกเมื่อปี 2550 อาจจะเพราะจีนเป็นการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกที่ไปเอง ไม่ได้ไปกับครอบครัวหรือมีผู้ใหญ่พาไป ถึงแม้จะมีแฟนหนุ่มพาเที่ยวและคอยดูแลตลอด แต่ก็เป็นประสบการณ์แบบใหม่ของตัวเองอยู่ดี และการไปเที่ยวครั้งนี้นี่เองที่ทำให้เราเริ่มชอบการท่องเที่ยวแบบสะพายเป้ (backpacker) แบบตะลุยบุกเที่ยวกันแบบถูกๆ เหมาะกับขาลุยที่มีกระเป๋าสตางค์แสนบางเยี่ยงเรา




ก็นะ ถึงจะจั่วชื่อเรื่องไว้ว่า "ครั้งแรกในปักกิ่ง" แต่จริงๆ แล้วก็อย่างที่บอกว่ามันคือการไปประเทศจีนครั้งแรกจริงๆ ที่ผ่านมาเราได้ไปเฉียดจีนที่สุดก็คือฮ่องกง ....สมัยยังไม่กลับไปเป็นของจีน นานขนาด! ด้วยเหตุผลนานาประการ เราจึงเลือกปักกิ่งเป็นจุดหมายหลัก ทั้งเพราะปักกิ่งเป็นเมืองหลวงซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และก็เพราะโจ้ (แฟนหนุ่ม) กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่นั่นด้วย มีทั้งที่พักและไกด์นำเที่ยวครบครัน

ตอนแรกที่ตัดสินใจว่าจะไปจีนนั้นทั้งกลัวทั้งตื่นเต้น เพราะได้ยินเรื่องราวมามากมายเหลือเกินเกี่ยวกับประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ และเรื่องที่ได้ยินมาส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก แต่ตลอดเกือบหนึ่งเดือนที่เราได้ใช้เวลาที่นี่ทำให้ความคิดและมุมมองของเราเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นว่าเราหลงรักประเทศนี้และวัฒนธรรมของเขาเข้าอย่างจัง ถึงขนาดวางแผนไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะต้องหาเหตุผลมาใช้ชีวิตที่นี่ให้ได้สัก 2-3 ปี

.............................................................
By Kalyakorn Naksompop
Written on December 2, 2009
Photographs in slide show by Kalyakorn Naksompop
All taken in October, 2007



AROUND BEIJING
(รอบๆ ปักกิ่ง)

ตั้งใจไว้ว่าจะอยู่ปักกิ่งสักหนึ่งเดือน เพื่ออยู่เที่ยวให้เต็มเหนี่ยว ตื่นเต้นตั้งแต่นั่งรอขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิเพราะไม่ได้เจอแฟนมา เป็นเดือน เมื่อเครื่องร่อนลงสู่ท่าอากาศยานปักกิ่ง สิ่งแรกที่ทำเมื่อเปิดมือถือได้คือส่งข้อความไปหาโจ้ว่า "I'm here.. Can't believe that I'm already here." เท้าเหยียบแผ่นดินจีนได้ ความตื่นเต้นพุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีกกว่า 20 เท่า ขั้นตอนที่สนามบินก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เจ้าหน้าที่ทำงานกันรวดเร็ว ครู่เดียวก็ได้ออกมาถึงด้านนอก หันไปเห็นโจ้ฉีกยิ้มสุดชีวิต สวมเสื้อที่เราเลือกให้ในมือมีดอกกุหลาบสีแดงที่เตรียมมามอบให้เรา (ฮี๊วววววววววว) ทำเราเขินและหน้าบานจนเกือบเดินออกประตูที่สนามบินไม่ได้

ทักทาย กันจนหวานชื่นหนำใจแล้ว โจ้ก็พาเราขึ้นรถแท๊กซี่เพื่อเข้าเมืองปักกิ่ง โดยเราจะพักอยู่กับโจ้ที่อพาร์ทเมนท์ในหวูเต้าโข่ว (Wudaokou) ซึ่งเป็นเขตมหาวิทยาลัย เพียงแค่เวลาไม่ถึงชั่วโมงด้วยระยาทางจากสนามบินไปที่บ้าน (อพาร์ทเมนท์) นั้นเราก็ได้เห็นปักกิ่งในมุมที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อน เมืองหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่ไฮโซว ที่เราว่าน่าสนใจคือการที่เราเห็นตึกสูงใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเมือง ที่พัฒนาแล้วนี้แหล่ะตั้งอยู่สลับกับตึกเก่าโทรมที่เหมือนจะร้างแต่ไม่ร้าง เห็นได้ชัดว่าการพัฒนาที่นี่เป็นไปอย่างก้าวกระโดด จึงยังคงมีเขตเืมืองที่หน้าตาดั้งเดิมเหลืออยู่ให้เราได้เห็น แต่วิธีคิดของรัฐบาลจีนนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเป็นระเบียบมา เพราะเขาไล่พัฒนาเป็นบล๊อคไป เช่น ถ้าบล๊อคทางขวาเจริญก็คือเจริญทั้งบล๊อค ในขณะที่ทางซ้ายยังไม่ได้ถูกปรับปรุงพัฒนาเลย

(ซ้าย) อพาร์ทเมนท์ที่พักของเรา,(กลาง) ลานจอดจักรยานที่ต้องมีทุกที่, (ขวา) มุมหนึ่งในปักกิ่ง


คืน แรกผ่านไปอย่างเรียบๆ เอาของเข้าไปเก็บที่พัก อาบน้ำ ออกมาหาอะไรง่ายๆ กินกันใกล้ๆ บ้าน โดยที่โจ้ก็ไม่ลืมที่จะอธิบายแผนการพาเที่ยวแบบคร่าวๆ ของเราในครั้งนี้ โดยเราจะเริ่มที่การไปกำแพงเมืองจีนกับกลุ่มเพื่อนโจ้ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ไล่ไปที่อื่นๆ ที่จำเป็นต้องไปสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนปักกิ่งเป็นครั้งแรก ซึ่งก็คงไม่พ้นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังต่างๆ เช่น พระราชวังต้องห้าม หรือ พระราชวังฤดูร้อน ...อะไรทำนองนั้น

เรา ใช้วันแรกในปักกิ่งกันอย่างสบายๆ โจ้มีธุระต้องเข้าไปจัดการวีซ่าในตัวเมือง เราจึงได้ติดรถไปด้วย ตอนบ่ายก็ใช้เวลาไปกับการเที่ยวชมในมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tingshua University) ที่โจ้เรียน ซึ่งชิงหัวเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ จึงมีสถาปัตยกรรมให้ชมทั้งแบบจีนแท้และแบบผสมฝรั่ง ที่เป็นไฮไลท์สำหรับเราเลยก็คงเป็นหอสมุดที่ชวนให้นึกถึงโรงเรียน Hogwarts จากภาพยนต์เรื่อง Harry Potter อีกที่หนึ่งคือบริเวณทะเลสาบ เสียดายที่ไม่ได้เอากระดาษกับพู่กันติดมา เพราะบรรยากาศดีมาก เหมาะกับการนั่งวาดรูปแต่งกลอนบนโขดหินริมทะเลสาบ นอกจากความเ่ก่าแก่ของมหาวิทยาลัยแล้ว ชิงหัวยังขึ้นชื่อได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ คล้ายๆ จุฬาฯ บ้านเราที่พ่อแม่ทุกคนใฝ่ฝันให้ลูกได้เข้าเรียน ชิงหัวจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนจีนไปโดยปริยาย จึงไม่ใช่ภาพแปลกตาเลยหากเราเห็นครอบครัวคนจีนผลัดกันยืนถ่ายรูปตามมุมต่างๆ เราเองได้เห็นบรรยากาศมหาวิทยาลัยชิงหัวแล้วก็เกิดอาการอยากเรียนที่นี่ขึ้น มาบ้าง แต่ลองเช็คดูแล้วไม่มีสาขาที่เราสนใจ ...น่าเสียดาย



บรรยากาศยามพระอาทิตย์ตกที่ชิงหัว

ส่วน ตอนกลางคืนนั้น หลังทานอาหารเย็นกันเรียบร้อย เราก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการหาซื้ออุปกรณ์สำหรับตั้งแคมป์ เพราะโจ้บอกว่าทริปกำแพงเมืองจีนนี้ใช่ธรรมดา เพราะเราจะไปปีนเขาขึ้นบนกำแพง และนอนค้างข้านบนนั้นหนึ่งคืน เพื่อจะตื่นมารับพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมวิวตื่นตาอลังการของกำแพงเมืองจีน แต่เราไม่ได้รู้ตัวมาก่อน ทั้งถุงนอน เต๊นท์ หรือเสื้อกันหนาวแบบที่ต้องพร้อมรับอากาศหนาวบนยอดเขา เราจึงต้องซื้อทุกสิ่งอย่างในคืนก่อนเดินทางนี่แหล่ะ

.............................................................
By Kalyakorn Naksompop
Written in December 2, 2009

Photographs by Kalyakorn Naksompop
All taken in October, 2007



THE GREAT WALL (
กำแพงเมืองจีน)



และแล้วในคืนที่สามที่ประเทศจีน เราก็ได้มานอนสั่นเพราะความหนาวม๊ากกกอยู่บนกำแพงเมืองจีนที่ได้ยินชื่อ เสียงมานาน จริงๆ แล้วที่เราเขียนบันทึกเกี่ยวกับประการณ์ครั้้งนี้ไว้นั้นมีแต่ภาษาอังกฤษ จึงขออณุญาตินำเรื่องที่โจ้เขียนในอีเมล์เกี่ยวกับการเดินทางเดียวกันนี้มา ลงไว้แล้วกัน เพราะโจ้บรรยายซะเห็นภาพชัดเจนมาก

" ขอตั้งชื่อว่าทริป "ปีนเขา เขย่ากำแพง ตะแคงตีนเดิน" เพราะมันปีนจริงๆ ไม่เคยไปทริปไหนโหดขนาดนี้มาก่อน นำทริปโดยฝรั่งหัวแดงชื่อเบน และเพื่อนชาวฝรั่งหัวแดงสี่คน และฝรั่งหัวดำอีกสามคน (อเมริกันจีน) แล้วก็คนไทยหัวดำอีกห้าคน (โจ้ เอิน พี่ใส(พี่สาวน้องธี) พี่หลิน และน้องธี...แฟนเก่าเอมิของเรานั่นเอง) รวมทั้งสิ้นสิบสามหัว มั่วสุดๆ เบน...ฝรั่งหัวแดงผู้นำทริป รักการเดินทาง และป่าเขา เป็นชีวิตจิตใจ พ่อแม่เป็นอเมริกัน คลอดเบนออกมาที่ไนจีเรีย แล้วเบนก็กลับไปโตที่อเมริกาพร้อมกับป่าปี๊และหม่ามี๊ เบนและเพื่อนชาวฝรั่งหัวดำเป็นผู้คิดทริปนี้ขึ้น คือ ไปนอนบนกำแพงเมืองจีน มีปาร์ตี้ฟองดูในยามค่ำ และตื่นมารับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณบนกำแพงเมืองจีน ด้วยความน่าสนใจของทริป ผมและคนไทยหัวดำที่เหลือจึงขอเสนอหน้าไปด้วย โดยทราบมาก่อนว่าเมื่อปีที่แล้วบุคคลกลุ่มนี้ก็จัดทริปนี้มาก่อนเมื่อปีที่ แล้ว แต่ไม่ทราบมาก่อนว่าพวกมันหลงทางกันเมื่อปีที่แล้ว!! ด้วยความไม่รู้อิโหน่พวกเราจึงตามมา นัดหมายเจอกันเวลาเที่ยงตรง ขึ้นรถตู้เหมาเอาจากแถวๆที่พัก ไปรับเพื่อนฝรั่งหัวแดงของเบน แล้วจึงตรงไปยังกำแพงเมืองจีน



"กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นในสมัยฉินสื่อ หวงตี้ หรือที่เรารู้จักกันในภาษาแต้จิ๋วว่าจิ๋นซีฮ่องเต้ โดยสร้างขึ้นจากการเชื่อมกำแพงของเมืองต่างๆที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกัน รวมความยาวของกำแพงทั้งสิ้นห้าพันกิโลเมตร สามารถมองเห็นได้จากดาวเทียม และมีคนตายจากการก่อสร้างทั้งสิ้นกว่าล้านคน จึงเป็นจุดเริ่มต้นความบ้าของคนจีน เดิมทีกำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นอิฐตลอดอย่างที่เราเห็นแต่มีการสร้างพัฒนา เรื่อยๆในราชวงศ์ต่างๆ เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางเหนือโดยเฉพาะมองโกล แต่ในที่สุดจีนก็โดนมองโกลบุกเข้ามาจนได้ ไม่ได้ใช้สลิงปีนกันเข้ามาเหมือนหนังการ์ตูน แต่พวกมองโกลใช้เทคโนโลยีทางการทหารที่ปล้นมาจากพวกเติร์กมาถล่มกำแพงเมืองจีนซะำไม่เหลือชิ้นดี ส่วนครั้งที่สอง พวกแมนจูก็ได้มาติดสินบนแม่ทัพหวูซานกุ้ย แล้วก็บุกเข้ามาทั้งกองทัพ...ขายอะไรก็ขายไม่ดีเท่าขายชาติจริงๆ ...เอาละๆ ในที่สุดพวกเราสิบสามหัวก็มาถึงตีนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของกำแพง เป็นทางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา แม้คนขับรถของเราจะมาเป็นครั้งแรก แต่ก็ขับขึ้นมาด้วยความเร็วและบีบแตรตลอดทางยังกะจะบอกเจ้าป่าเจ้าเขาแถว นั้น ตามทางมีบ้านคนขึ้นเล็กน้อยพอน่ารัก (พอให้เอินกิ๊บกิ๊ว ทำให้ผมพลอยรื่นเริงไปด้วย) และเราก็มาถึงโรงแรมตีนเขา ซึ่งหน้าตาไม่เหมือนโรงแรมเท่าไหร่ แต่มีอาหารกะที่พักให้ก็แล้วกัน เราแวะกินข้าวกันก่อนเพื่อให้พอมีกำลัง แต่ระหว่างที่รอข้าว เบนเจ้าเก่าซึ่งดูเหมือนว่ามีพลังเหลือเฟือ ชวนเราไปเดินเล่นเป็นการวอร์มอัพ ไอ้เราก็หลงกลตามมันไป คือมันพาเราไปปีนเขาระยะสั้น ครึ่งชั่วโมง เล่นเอาหอบ เหงื่อออกทั้งๆที่อากาศเย็น พร้อมคิดกับตัวเองว่าชิบหายแล้ว ไม่เหมือนกับกำแพงเมืองจีนที่เราเคยไปมาเลยว่ะ กะว่ามีบันไดให้เดินขึ้น สูงหน่อยไม่เป็นไร นี่เล่นมีแต่ต้นไม้กับดิน รองเท้าคอนเวิร์สคู่เก่งของผมก็เป็นแบบพึ้นเรียบซะด้วย ...เรากลับมากินข้าว เป็นอาหารจีนแบบง่ายๆ อร่อยๆบ้างไม่อร่อยบ้าง แล้วแต่ แต่โดยรวมก็ถือว่าไม่แย่ กินข้าวเสร็จเป็นเวลาประมาณหกโมงเย็น เบนบอกว่าพวกเราจะไปไนท์ไฮค์(ปีนเขายามค่ำ)กัน มีเสียงอุบอิบของคนไทยนิดหน่อยว่าทำไมไม่ปีนตอนกลางวันวะ

"แต่ในที่สุดพวกเราก็ขึ้นไป สิบนาทีแรกทางไม่ยากเท่าไหร่ ระดับความชันน่าจะประมาณสิบถึงยี่สิบองศา ทุกคนแบกกระเป๋าเป้หนักไม่ต่ำกว่าเจ็ดกิโล พร้อมถุงนอนและเต๊นท์ ใครเอาน้ำมาเยอะกะว่าหิวน้ำก็ซวยหน่อย ทางระยะที่สองเบนหันมาว่าบอกว่าถ้าใครปีนขึ้นไปแล้วเท้าเหยียบหินหล่นลงมา ให้ตะโกนว่า "หิน!!" คนข้างหลังจะได้ระวังดัว และอย่าลืมอยู่ใกล้กับคนที่มีไฟฉาย เนื่องด้วยคนไทยอย่างเราไม่เคยปีนเขาแบบนี้มาก่อน จึงไม่มีใครติดมาเลยซักคน ทำให้ต้องเป็นภาระของฝรั่งอยู่เสมอ ฝรั่งผู้ใจดีสองท่านได้หยิบยิ่นไฟฉายขนาดเล็กให้พวกเราสองอันเปรียบดังแสงไฟ ดวงน้อยในยามค่ำคืน ทางระยะที่สองความชันประมาณยี่สิบถึงหกสิบองศาทำให้บางช่วงต้องเกาะต้นไม้ และเถาวัลย์ปีนขึ้นไป ทางมืดมากจริงๆ มองเห็นแต่เท้าและตูดคนข้างหน้า รองเท้าคอนเวิร์สคู่ใจไม่สามรถช่วยอะไรได้เลย ลื่นไถลอยู่บ่อยครั้งทำให้ต้องเป้นภาระของเอินและน้องธีอยู่เสมอ เดินๆหยุดอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง ในขณะที่สิ้นหวังนั้นเอง เราก็พบกำแพง เหมือนอยู่ดีๆก็โผล่ขึ้นมาเพราะมันมืดมาก ในเวลาแบบนี้ เจอกำแพงห้องน้ำก็ดีใจได้แล้ว ขอให้เป็นกำแพงก็แล้วกัน ข้างในกำแพงเป็นซากปรักหักพังเพราะยังไม่ได้รับการบูรณะ แต่บอกได้เลยว่าสวยมาก คุ้มค่าเหนื่อย เราเดินต่อไปตามกำแพงไม่ได้ดีไปกว่าปีนเขาเท่าไหร่ เพราะมีแต่ต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด เดินอยู่บนกำแพงเห็นท้องฟ้ายามค่ำเป็นสีเขียวน้ำทะเลนฃตัดกับเงาดำที่ทอดตัว ยาวของกำแพงสวยมากจริงๆ เดินอีกยี่สิบนาทีเราหาที่พักจิ้มฟองดูกินกัน พร้อมคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่ประมาณชั่วโมง จึงแยกกันไปหาที่นอนตามกำแพง คนไทยจับกลุ่มกัน(อีกแล้ว) เราเจอพื้นดินเรียบๆอยู่หย่อมหนึ่ง พี่หลิน พี่ใส และน้องธี ช่วยกันกางเต๊นท์เนื่องด้วยเสียดายเต๊นท์ที่ซื้อมาแล้วในราคากว่าสองพันบาท ต้องกางซะหน่อย ผมกะเอินตัดสินใจนอนในถุงนอนก็พอเพราะขี้เกียจกางเต๊นท์ จริงๆพื้นที่ก็ไม่พอน่ะแหละ กลางดึกลมแรงมากผมต้องมุดหัวเข้าไปซุกในถุงนอน กะว่าจะตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นแต่ตื่นมาแดดก็แยงตาซะแล้ว ดูนาฬิกาอีกทีเจ็ดโมงเช้า ผมกะเอินเลยตื่นมาแปรงฟันแล้วเก็บของ

"เรารวมตัวกันกินอาหารเช้าที่เตรียมมาในอีกป้อมหนึ่ง ...ซึ่งอาจจะเป็นป้อมเดียวกะที่เจงกิสข่านมาติดสินบนเอาไว้ก็ได้ ใครจะรู้... เราเดินถ่ายรูปชมความงามตามป้อมต่างๆซึ่งเดินยากเหลือเกิน เดินอยู่จนเที่ยงจึงกลับ เรากลับมาตามทางเดินที่เราขึ้นมาเมื่อคืน พร้อมบอกตัวเองว่าบุญหัวมากนะเนี่ยที่รอดมาได้ ขึ้นมาได้ไงวะ ทางลงเขาบางช่วงเราต้องใช้ตูดไถลงไปเป็นสไลเดอร์ สนุกดี" (Sintorn Santitorn, October 2007)




.............................................................
By Kalyakorn Naksompop
Written in December 2, 2009

Photographs by Kalyakorn Naksompop
All taken in October, 2007




FORBIDDEN CITY (
กู้กง - พระราชวังต้องห้าม)


หลังกลับมาจากทริปโหดที่กำแพงเมืองจีนแล้ว สภาพร่างกายก็ย่ำแย่มาก แขนปวด มีแผลขีดข่วนเต็มไปหมด แต่ที่โคม่าสุดก็เห็นจะเป็นขาทั้งสองข้างนี่แหล่ะที่แทบจะไม่มีแรงก้าวไปไหน ได้ แค่แตะโดนนิดๆ หน่อยๆ ก็ถึงกับต้องร้องเสียงหลง แต่กระนั้นก็ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งความอยากเที่ยวของเราได้ ด้วยความรู้สึกว่าเวลาที่จะได้อยู่ในปักกิ่งนั้นมีน้อย และไม่รู้ว่าจะได้มาอีกทีเมื่อไหร่ แม้ไม่แน่ใจว่าควรจะหยุดนอนเฉยๆ ที่บ้านก่อนเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูหรือเปล่า เราสองคนก็ยังเดินหน้าไปเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น โดยมีแผนคร่าวๆ ว่าจะไปจัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square) พระราชวังต้องห้าม หรือ กู้กง (Forbidden City) และถนนชอปปิ้งหวังฝูจิ่ง (Wangfujing) ...นั่นแน่... สังขารไม่ให้แล้วยังหาญกล้าวางแผนซะเยอะแยะ

และแล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ เพียงแค่ย่างท้าวออกจากอพาร์ทเมนท์ก็ต้องเจอกับอุปสรรคอันใหญ่หลวงของชีวิต นั่นคือบันได ใช่แล้ว...บันได! ไม่ใช่บันไดชันๆ สูงๆ อะไรที่ไหน เป็นแค่บันไดเตี้ยๆ 3-4 ขั้นธรรมดาๆ แต่กลับทำให้ถึงกับร้องเจี๊ยก คือ... ทางธรรมดาก็ยังพอไหว เดินได้เรื่อยๆ แต่การเดินขึ้นและโดยเฉพาะการเดินลงบันไดในวันนั้นนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต (ทางกายภาพ) ที่เคยได้ประสบมา และสถานีรถไฟที่เมืองจีนนี่มันยังไงกันก็ไม่รู้ มีบันได้เลื่อนทุกที่ แต่ไม่เปิด สงสัยจะร่วมมือกับสสส.บ้านเราสนับสนุนให้คนออกกำลังกาย เราจึงต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นลงบันไดอย่างช้าๆ มือข้างหนึ่งจับราวบันได อีกข้างต้องเกาะโจ้ไว้ พิการกันเลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราทั้งคู่ก็มาถึงจัตุรัสเทียนอันเหมินอันเป็นเป้าหมายแรกได้สำเร็จ ที่น่าตกใจ (อย่างน้อยก็สำหรับเรา) คือคนเยอะมากกกก...กก....... มองไปทางไหนก็มีแต่มนุษย์เต็มไปหมด โจ้บอกว่าช่วงวันหยุดประจำชาติก็มักเป็นอย่างนี้ คนต่างจังหวัดเข้ามาเที่ยวในปักกิ่งเยอะ เพราะเป็นวันหยุดยาว 9 วัน และเพราะเหตุที่เราต้องไปอยู่ท่ามกลางหมู่คนจีนนี้เองทำให้เราได้เห็นภาพวัฒนธรรมของคนจีนได้ชัดเจนมาก โจ้เคยบอกว่าคนจีนจะสอนลูกหลานให้พูดเสียงดังและกินข้าวเยอะๆ จะได้แข็งแรง การไปเที่ยวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่ออย่างที่โจ้เล่าแบบเป็นรูปธรรม ว่าวัฒนธรรมจีนนั้นยึดติดกับความแข็งแรง การดิ้นรนต่อสู้ และการอยู่รอดมาก อาจเป็นเพราะสภาพอากาศบ้านเมืองที่ไม่ค่อยปราณีมนุษย์สักเท่าไหร่ก็ได้ บวกกับความวุ่นวายของบ้านเมืองตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ ซึ่งวัฒนธรรมอันนี้ก็ส่งผลกระทบกับทุกแง่มุม คือคนจีนจะพูดเสียงดังมาก นิสัยจะดูแข็งๆ แต่ก็จริงใจ ซึ่งเราชอบตรงจุดนี้ของคนจีนมาก ระบบการปกครองก็ต้องเน้นกำลัง (ไม่ได้หมายถึงว่าใช้กำลังทุบตีนะ) และศิลปะรวมไปถึงสถาปัตยกรรมเองก็ต้องดูหนัก ใหญ่ ให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรง

เอ่อ.. รู้สึกจะนอกเรื่องไปเยอะ ..มาต่อกันที่เทียนอันเหมินดีกว่า จตุรัสเทียนอันเหมินเป็นพื้นที่ๆ ถือว่าเป็นใจกลางกรุงปักกิ่ง เป็นที่ตั้งของอาคารสำคัญๆ หลายอย่าง และเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ (หาอ่านรายละเอียดเอาเองเน้อ เดี๋ยวจะยาว) แต่แบบ... บอกตามตรงว่าไม่สวยเลย ในความเห็นส่วนตัวนะ มีแต่ตึกใหญ่ๆ รอบๆ ซึ่งตึกก็มีสัดส่วนใหญ่เกิน (oversize) จนดูไม่สวย แต่ก็ทำให้เห็นพื้นฐานการคิดของคนจีนเลย ที่ตรงจัตุรัสเองก็มีอนุสาวรีย์ที่แบบ เอ่อ...เป็นแท่งเหลี่ยมๆ สูงใหญ่ ที่ดูตันๆ แต่ก็นะ มั่นคงดี เลยถ่ายรูปกันไม่กี่รูป แล้วก็ตรงไปเที่ยวที่พระราชวังต้องห้ามต่อเลย ความเพลิดเพลินในการเที่ยวจตุรัสเทียนอันเหมินนี้จริงๆ แล้วคงเป็นการสังเกตุพฤติกรรมของผู้คนเสียมากกว่า โดยเฉพาะการข้ามถนนที่ไม่เคยมีใครยอมดูรถเลยแม้ในเวลาที่ช่องทางของรถไฟเขียว ทางการจีนจึงต้องจัดเจ้าหน้าที่พิเศษ มีหน้าที่เฉพาะในการถือเชือกกั้นฝูงชนไม่ให้ข้ามถนนในเวลาที่ไม่ควรข้าม



เดินข้ามถนนมาจากเทียนอันเหมินก็ได้มาถึง พระราชวังต้องห้าม หรือ กู้กง ซึ่งจะว่าไปก็คือพระบรมมหาราชวังของเรานี่แหล่ะ แต่ใหญ่กว่ากันเยอะ ต้องเดินผ่านกำแพงเข้าไปหลายชั้นเหลือเกินกว่าจะเจอเขตพระราชฐานด้านในซึ่ง เป็นที่ประทับของฮ่องเต้ กำแพงแต่ละชั้นนั้นก็ทั้งสูงทั้งหนา อาคารต่างๆ ตั้งแต่บริเวณด้านหน้าจนถึงส่วนใจกลางที่เป็นที่ประทับก็เน้นความใหญ่โต โอ่อ่า เพื่อให้สมกับบารมีที่ยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองประเทศที่เชื่อกันว่าเป็นลูกของ สวรรค์ นอกจะสร้างทุกอย่างให้ใหญ่โตเพื่ออวดบารมีที่ล้นหลามแล้ว น่าจะมีนัยยะทางการทหารและการปกครองซ่อนอยู่ด้วย คือเป็นการข่มคนให้รู้สึกว่าตัวนั้นเล็กเพื่อจะได้เกรงกลัวต่ออำนาจบารมีที่ ล้นฟ้าของฮ่องเต้

ที่เรารู้สึกว่าเป็นไฮไลท์ของกู้กงจริงๆ อยู่ส่วนด้านหลัง ซึ่งเป็นทีของพวกฮองเฮา สนม และที่พักผ่อนหย่อนใจอื่นๆ ของฮ่องเต้ สาเหตุก็เพราะสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในด้านหลังนี้ส่วนมากจะมีขนาดไม่ใหญ่โต มีสัดส่วนกำลังสวยงามพอเหมาะ และมีการตกแต่งด้วยศิลปะที่ละเมียดละไมกว่า น่าจะเป็นเพราะด้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักอาศัยจริงๆ มากกว่า จึงไม่ต้องทำให้ใหญ่โต ...ก็มนุษย์เราที่จริงก็ตัวเท่านี้นี่นะ จะใช้พื้นที่อะไรกันมากมาย ดังนั้น ถ้าหากใครคิดจะไปเที่ยวกู้กง ขอแนะนำว่าส่วนข้างหน้าเนี่ย ให้เดินดูไปแบบไม่จำเป็นต้องละเอียดมาก ไม่ต้องเข้าไปดูทุกอย่างในทุกห้อง ทุกอาคาร เพราะจะเป็นการตัดกำลังและเสียเวลา เอาแรงไปเดินเที่ยวในส่วนหลังๆ ที่มีตำหนักเยอะแยะดีกว่า เหมาะกับการถ่ายรูปด้วย

มีเรื่องที่รู้สึก ว่าจำเป็นต้องนำมาเล่าสู่กันฟังซึ่งเราได้เรียนรู้ที่กู้กงนี้แหล่ะ อย่างที่บอกว่าช่วงเวลาที่เราไปเที่ยวนั้นคนจีนเยอะมาก ทำให้เราได้เรียนรู้เทคนิคการเอาตัวรอด (survival skill) มาหลายอย่าง เพราะคนจีนมีพื้นฐานเป็นคนกระโชกโฮกฮาก แต่ไม่ได้แปลว่าเขานิสัยไม่ดี หรือโหดร้ายอะไร มันแค่เป็นวัฒนธรรมของเขาเท่านั้นเอง เหมือนกับคนไทยที่ต้องพูดเสียงเบาจนคนอื่นไม่ได้ยินนั้นแหล่ะ นอกจากเรื่องเสียงดังแล้วคนจีนยังมีนิสัยชอบผลักและดัน ตอนแรกที่เจอก็ตกใจและไม่รู้จะทำยังไง จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง เราพยายามถ่ายภาพอาคารแห่งหนึ่ง แต่ตั้งท่าอยู่นานก็ไม่ได้กดชัตเตอร์สักทีเพราะโดนคนรอบข้างผลักไปมาอยู่ อย่างนั้น จนเราทนไม่ไหวเลยผลักกลัยไปบ้าง ที่น่ารักก็คือคนที่นี่ค่อนข้างแฟร์ เพราะเมื่อเขาผลักเราได้ เราก็ผลักเขากลับได้เช่นกันโดยไม่มีใครถือโทษโกรธกัน เว้นแต่จะถึงขึ้นบาดเจ็บ อันนี้ก็คงไม่มีใครยอมกันแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันก็ไม่้ต้องกลัวหรือเกรงใจนะคะ เพราะเป็นวัฒนธรรมของที่นี่ ยอมรับว่าแรกๆ ก็ไม่ค่อยชิน แต่ผ่านไปสักพักก็จะเริ่มเห็นเป็นเรื่องสนุกไปเอง

ที่ออกว่าราชการของฮ่องเต้ ...ภาพนี้แหล่ะที่ต้องต่อสู้แทบตายกว่าจะได้กดชัตเตอร์


เสร็จจากกู้กง เราก็ไปเดินเล่นรอบๆ กันต่ออีกนิดหน่อย และจึงหอบสังขารที่ทรุดโทรมลงทุกทีไปต่อกันที่หวังฝูจิ่ง ที่นี่เราได้กิน “ซันจา” ขนมสุดยอดความอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์ของปักกิ่ง เป็นผลไม้สดธรรมดาเคลือบน้ำตาล แต่อร่อยมากและสวยด้วย ถ้าใครมาปักกิ่งแล้วแนะนำว่าต้องกิน โดยเฉพาะในหน้าหนาวจะอร่อยเป็นพิเศษ เพราะน้ำตาลจะแห้งกรอบ และไม่ละลายมาเลอะมือให้เหนียวเหนอะหน่ะ ชิมไป 2 ไม้ซันจาก็ได้เข้าทำเนียบเป็นของโปรดเราไปเรียบร้อย แต่ลำพังแค่ผลไม้เคลือบน้ำตาลคงไม่อยู่ท้อง โจ้จึงพาเราไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารพื้นบ้านแถวนั้น ซึ่งโจ้สั่งเมนูเด็ด (ของคนจีน) มาให้กิน เป็นปลาอะไรไม่รู้ต้มในน้ำมัน ปรุงรสด้วยพริกประหลาดที่กินแล้วลิ้นชา เสิร์ฟมาในกะละมัง ตอนแรกเห็นน้ำในกะละมังก็นึกว่าน้ำซุบ กะจะขอช้อน แต่โจ้บอกว่าเป็นน้ำมันทั้งหมด Oh my Bhudda!!!!!!!! เมนูอะไรเนี่ย มีแต่ปลา พริกประหลาด และน้ำมัน แต่เอาเข้าจริงรสชาติก็ไม่แย่นะ ปลาสดดี น้ำมันก็ทำให้เนื้อปลาคงความร้อนไว้ได้ตลอด ลองพิจารณาดูก็อาจเป็นเพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นของประเทศจีน จึงต้องมีการคิดค้นวิธีปรุงอาหารให้ร้อนอยู่ได้นาน แต่ก็ทำให้รู้สึกเลี่ยนอย่างแรงหลังกินไปได้ 5-6 คำ ที่น่าตกใจคือเห็นโต๊ะอื่นเขาสั่งแล้วกินหมดแบบอย่างเกลี้ยง ทั้งปลาทั้งน้ำมัน สงสัยเขาคงเห็นว่าเด็ดจริงๆ มั๊ง แต่อาหารอย่างอื่นก็โอเคนะ ไม่แย่อย่างที่เคยได้ยินมา

ร้านทำหน้ากากงิ้วที่เจอระหว่างทาง

รวมๆ แล้วก็เป็นวันทีสนุกมาก ทำให้เราได้เห็นภาพรวมของประเทศจีนและวัฒนธรรมของเขาอย่างชัดเจน แต่สังขารนี่กลับยิ่งแย่กว่า วันรุ่งขึ้นไม่กล้าซ่าที่ไหนเลย (หรือเป็นเพราะซ่าไม่ออกก็ไมู่รู้) ได้แต่นอนแหม่บอยู่บ้าน จะมีออกข้างนอกก็คือไปร้านนวดเท่านั้น

.............................................................
By Kalyakorn Naksompop
Written in October 24, 2007

Photographs by Kalyakorn Naksompop
All taken in October, 2007




SUMMER PALACE (
พระราชวังฤดูร้อน)

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่ทุกคนซึ่งท่องเที่ยวปักกิ่งต้องไปเยี่ยมเยือนคือ พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) แต่ที่คนไม่ค่อยรู้คือ จริงๆ แล้วพระราชวังฤดูร้อนในปักกิ่งนั้นมีอยู่ 2 จุดให้เที่ยวชม ที่เรารู้จักกันดีคือส่วนที่คนจีนเรียกว่า อี้เหอหยวน (Yihe Yuan) ซึ่งพระนางซูสีไทเฮาผู้โด่งดังเป็นผู้สร้างขึ้นมาใหม่หลังจากที่ของเดิมได้ถูกเผาทำลายโดยกองทัพต่างชาติ โดยพระนางโปรดให้สร้างทับส่วนหนึ่งของพื้นที่พระราชวังฤดูร้อนเก่าซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่มาก ซึ่งแม้ยังคงงดงามแต่ก็มีเพียงซากปรักหักพังและสิ่งปูลกสร้างไม่กี่อย่างเท่านั้นที่เหลือไว้ให้เห็นถึงปัจจุบัน ซึ่งทางการจีนก็ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้เช่นกัน โดยคนจีนรู้จักกันในนามว่า หยวนหมิงหยวน (Yuan Ming Yuan) โชคดีที่ทั้งอี้เหอหยวนและหยวนหมิงหยวนอยู่ใกล้บ้านโจ้มาก จะให้ขี่มอเตอร์ไซค์กันไปก็คงถึง แต่เหนื่อยหน่อย เราเลยตกลงใจใช้บริการแท๊กซี่ดีกว่า

ที่แรกที่เราไป แน่นอนว่าคือหยวนหมิงหยวน หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า The Old Summer Palace (พระราชวังฤดูร้อนเก่า) เพราะตามประวัติศาสตร์แล้วเป็นถูกสร้างขึ้นก่อน ตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ชิงและได้ถูกต่อเติมเสริมแต่ไปเรื่อยตามความชอบของจักรพรรดิแต่ละคน จนมีความกว้างใหญ่ประมาณ 3,500,000 ตรม. จนกระทั่งถูกเผาทำลายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1860 โดยกองทัพพันธมิตรอังกฤษ-ฝรั่งเศษ (Anglo-French Alliance) และครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1900 โดยกองทัพพันธมิตร 8 ประเทศ (Eight-Nation Alliance) พระราชวังฤดูร้อนที่แสนโอ่อ่าสวยงามจึงถูกทำลายไปจนแทบไม่เหลือซาก ซึ่งรัฐบาลจีนก็เขียนบอกนักท่องเที่ยวไว้ด้วยในทุกป้ายข้อมูลที่สวนนี้ สงสัยจะแค้น

ในส่วนของสวนที่เปิดให้เข้าชมนั้นแบ่งออกเป็นอีก 3 ส่วน เพราะมันใหญ่มาก แต่ด้วยความที่พื้นที่ใหญ่นี่เอง เรากับโจ้เลยเดินกันไม่หมด ใหญ่เกิน เดินเผินๆ ได้ประมาณ 2 สวนก็จะตาย แถมช่วงที่ไปก็มีการตกแต่งอะไรก็ไม่รู้เต็มสวนไปหมด ประมาณว่ารับโอลิมปิก อยากทำให้สวนดูสวย แต่ไอ้ที่เอามาตกแต่งเนี่ยก็เป็นรูปมังกรมั่ง ตำหนักมั่ง โคมไฟมั่ง นำมาวางรกไปหมด สีสันสะท้อนแสงแสนแสบตา ไม่ได้เข้ากันเลยกับตัวสวนหรืออาคาร เห็นแล้วหมดอารมณ์ คือสวนเองก็สวยดีด้วยตัวเองอยู่แล้ว พอเอาไอ้พวกนี้มาวางแล้วเซ็งเลย เอาเงินไปซ่อมแซมส่วนที่ควรซ่อมดีกว่าไหม เช่นมีศาลากลางน้ำอยู่หลังหนึ่ง ประตูมันพังไปแล้ว แทนที่จะซ่อมดีๆ ก็เอากระดานไม้อัดมากวาดรูปประตูด้วยฝีมือแย่ๆ ลายเส้นหยาบๆ ปิดเข้าไปแทน ...อยากร้องไห้ จ่ายตั้ง 30 หยวนเชียวนะเฟ้ย เพื่อไรว้า .....แต่ใครอยากไปเที่ยวก็อย่าเพิ่งอี๋นะ จริงๆ แล้วมันก็สวยดี และแนะนำว่าถ้าอยากไปเที่ยวปักกิ่งก็ต้องไปเที่ยวพระราชฤดูร้อน และก่อนจะไปพระราชวังวฤดูร้อนก็ควรจะมาดูที่พระราชวังฤดูร้อนเก่าก่อน อย่าดูข้ามกัน จะได้เข้าใจและซึมซับได้ดีกว่า ตัวสวนเองก็มีมุมสวยๆ เยอะ ที่สำคัญคือทำให้เราได้เข้าใจความรุนแรงและความเคียดแค้นเกลียดชังที่จีนและ Anglo-French มีต่อกันในยุคสงครามฝิ่น

ออกจากพระราชวังฤดูร้อนเก่าที่แสนเศร้าเพราะการดูแลแบบไร้ความเข้าใจ เราก็เดินทางต่อเพื่อไปอี้เหอหยวน หรือพระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ที่แสนโ่ด่งดัง ก็อย่างที่บอกว่าเป็นที่ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในพื้นที่ของหยวนหมิงหยวนตามพระประสงค์ของพระนางซูสีไทเฮา ซึ่งชีก็ได้ใช้เงินที่ควรจะเอาไว้ใช้ในกิจการกองทัพเรือมาสร้าง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าเศร้าแต่ที่นี่ก็สวยมากกกก...กก...........ก..................... สวยเสียจนเราแอบรู้สึกว่าถ้ามึงยักยอกเงินประเทศมาใช้ แต่สร้างสิ่งที่สวยงามได้ขนาดนี้หลงเหลือไว้ให้เป็นมรดกของชาติก็อภัยให้ได้นะเนี่ย (แต่คนจีนคงไม่คิดอย่างนี้แน่ 55555) และเพราะความสวยงามบวกกับความอลังการที่ทำให้ทุกคนที่มาเยือนต้องประทับใจ พระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้จึงถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1998

เรือหินอ่อนที่มีชื่อเสียงมากแต่ใช้งานไม่ได้จริงเพราะมีน้ำหนักมากเกินไป

บอกตรงๆ ว่าความสวยงามของที่นี่นั้น เราไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้เป็นตัวหนังสือจริงๆ เอาเป็นว่าเราสารภาพว่าตกหลุมรักที่นี่เข้าอย่างจังและสัญญากับตัวเองไว้ว่าต้องกลับมาอีก อย่างน้อยก็ในฤดูหนาว 1 ครั้งตอนที่น้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง และอีกหนึ่งครั้งในหน้าร้อน (ก็มันเป็นพระราชวังฤดูร้อนนี่นา) ที่นี่ไม่เหมือนตำหนักหรือพระราชวังที่อื่นเลย ไม่มีอะไรที่ดู overscale ไม่มีอะไรดูหนัก ตัน หรือแข็งเกินพอดี ความงามของที่นี่ครบถ้วนสมบูรณ์มาก ทั้งในด้านความอลังการ ความสง่า ความปราณีต และความอ่อนช้อย ทุกมุมสายตาที่มองออกไปมันดูสวยงามลงตัวจนดูเหมือนว่าคนสร้างเขาได้จัดองค์ ประกอบทางสายตามาให้เรียบร้อยแล้ว มองไปทางมุมนี้ เห็น space ทางนี้ มีจุดนำสายตาทางนั้น ก็ไม่รู้ว่าอุปมาอุปมัยไปเองหรือเปล่า แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรียกได้ว่าไม่มีมุมไหนเลยที่ถูกละเลยไปจากคนสร้างและคนออกแบบ ถึงทำได้หมดจรดทุกมุมมองขนาดนี้ แต่แปลกนะ ยิ่งเราตื่นเต้นกับความงาม ความละเมียดละไม และความยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นความเลวร้ายของซูสีไทเฮาเท่านั้น คิดดูง่ายๆ นะ คนที่มีเวลามาใส่ใจสถานที่พักผ่อนของตัวเองขนาดนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปใส่ใจบ้านเมือง ไม่ต้องพูดถึงที่มาของเงินที่ถูกนำมาจมกับของที่สร้างไว้แค่ให้ตัวเองดูเพื่อความเพลิดเพลิน และยิ่งสร้างที่ของตัวเองได้วิจิตรเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงของสภาพบ้านเมืองภายนอกที่กำลังเสื่อมลงได้มากเท่านั้น เพราะอะไรเหรอ ก็เพราะมัวแต่จมอยู่กับความสวยปลอมๆ ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา หลงไปว่าฉันทำได้เจริญแล้ว เจ๋งแล้ว และก็นั่นแหล่ะ วนกลับไปที่เดิมว่าสุดท้ายก็ลืมดูประชาชนของตัวเอง

เห็นแล้วก็รู้สึกว่าประเทศไทยนี่โชคดีนะที่มีกษัตริย์อย่างในหลวง ท่านทรงอุทิศทั้งชีวิตให้กับการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนไทย เหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยหยุด ไม่เคยเลิก เงินของท่านเองก็เอามาใช้ประโยชน์ให้กับประเทศ แม้แต่ที่อยู่ของท่านเองก็มีแต่โครงการวิจัยต่างๆ ทีค้นคว้าเพื่อประชาชน ...อ่า ไม่ได้เกี่ยวกับประเทศจีนเลย แต่.... ทรงพระเจริญค่ะ

ต่อ... ถ้าใครไปเที่ยวนะ แนะนำให้ไปสัก 2-3 วัน วันเดียวดูไม่หมดจริงๆ หรือถ้าจะดูให้หมดก็ต้องดูแบบไล่ๆ รีบๆ ไม่ดีหรอก ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็เหอะ เราควรจะค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ซึมซับกับบรรยากาศ โดยเฉพาะที่อี้เหอหยวนนี่ควรค่าแก่การเดิมชมไปทุกมุมจริงๆ ที่นี่ได้รับการดูแลที่ดีมาก การบูรณะก็เป็นไปอย่างมีศิลปะ ไม่มีตรงไหนที่ถูกทำลายอรรถรสสำหรับการชมไปเลย ไม่เหมือนที่อื่น ใครจะคอยจับจ้องดูรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของฝีมือช่างในงานจิตรกรรมก็ได้ หรือจะนั่งศึกษาโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของจีนก็ดี เบื่อๆ ก็ทอดสายตาออกไปไกลๆ ทางทะเลสาบ นั่งคิดถึงความหมายและปรัชญาชีวิตก็เหมาะ ...เอ่อ.. หรือถ้าบ้าจริงๆ จะลองนั่งคำนวนวิชาทางเศรษศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ก็ยังได้ ถ้าจะให้ดีจริงๆ อยากให้ลองไปนั่งจิบชาจีนร้อนๆ (ขมๆ) ซึ่งร้านจะอยู่บนชั้น 2 ของอาคารที่ชั้นล่างเป็นร้านถ่ายรูป เราจะเจออาคารนี้ได้หากเดินไปทางเรือหินอ่อน เลยเรือไปก็ตรงไปเรื่อยๆ คอยสังเกตุอาคารริมน้ำดู จะมีอยู่อันนึงที่ข้างบนเป็นร้านชา บรรยากาศดีมาก เราไปนั่งลัลล้ากับโจ้ตอนช่วงพระอาทิตย์กำลังตกพอดี ...โอ้โห ได้ฟีลสุดๆ

บรรยากาศตอนนั่งจิบชาเวลาพระอาทิตย์ตกที่อี้เหอหยวน


ขากลับนั่งแท๊กซี่ แต่สงสัยเค้าคงกลัวเราประทับใจประเทศจีนเกินไปมั๊ง วันนั้นเลยต้องเจอแท๊กซี่โกงซะหน่อย เอาให้พอมีประสบการณ์ไปเล่าให้คนอื่นฟัง คือ ตอนที่เรา 2 คนออกมาจากอี้เหอหยวนก็มืดแล้ว และหิวข้าว เห็นแท๊กซี่มาชวนขึ้นถามว่าไปไหน ก็แค่มองหน้ากันแล้วก็ขึ้นรถไป ถามเค้าว่ามีมีเตอร์มั๊ย เค้าก็บอกว่ามี พูดจบก็รีบกดมีเตอร์ให้ดู เรา 2 คนก็โล่งไป ที่ไหนได้ ไอ้มีเตอร์นี่แหล่ะแสบกว่า ธรรมดานั่งใกล้ๆ แค่นั้นน่าจะแค่ 10 กว่าหยวน ยังไงก็ไม่น่าเกิน 20 ปรากฏว่านั่งออกมาได้แป๊ปเดียวตัวเลขก็พุ่งไปที่ 27 แล้ว กระพริบตาแป๊ปเดียวกลายเป็น 30 เรากับโจ้มองหน้ากันแล้วพูดกันว่าโดนแล้วกู แน่ๆ แล้ว 5555555 หัวเราะกันแบบแค่นๆ เซ็งโคตร แต่ก็นะ ไม่โดยแท๊กซี่โกงก็แสดงว่ายังเที่ยวไม่ถึง (เหรอ) แหม ทำเป็นคุยกับเราดี คราวหน้าต้องใช้เวลาเลือกรถกันดีๆ หน่อยแล้ว ไม่ก็ ถ้ามีรถที่เคยนั่งแล้วเรียกไม่แพง ไว้ใจได้ ก็ให้เขามารับส่งให้ ตกลงราคากันให้เรียบร้อย น่าจะปลอดภัยกว่านะ (last edited December 3, 2009)

.............................................................
By Kalyakorn Naksompop
Written in October 29, 2007

Photographs by Kalyakorn Naksompop
All taken in October, 2007

ข้อมูลเพิ่มเติม
หยวนหมิงหยวน
http://en.wikipedia.org/wiki/Old_Summer_Palace
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9470000070949



HOUHAI (โฮ่วไห่)

โฮ่วไห่ย (Houhai) แหล่ง Hip ของปักกิ่งที่แม้แต่โจ้เองก็ยังไม่เคยมา น่าจะเพราะเป็นที่ hang out แห่งใหม่ ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อเหมือนที่อื่นๆ ในปักกิ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่ได้มีแผนจะมาที่นี่ แต่เพราะเหตุผลบางประการทำให้เราได้มีเวลามาแวะตื่นตาตื่นใจกับแหล่งช๊อปและชิมสุดโรแมนติดริมทะเลสาบแห่งนี้

ขึ้นชื่อว่าแหล่ง Hip ก็ต้องอุดมไปด้วยร้านอาหารหน้าตาน่ารักน่ากิน (แต่ราคาไม่ค่อยน่าจ่าย) เต็มไปหมด ร้านอาหารที่ Houhai นี้แข่งกันแต่งร้านสุดฤทธิ์ ทุกร้านปรับแต่งมาจากอาคารเก่า 1-2 ชั้นของชาวบ้านเดิม เลยทำให้แต่ละร้านมีเสน่ห์เย้ายวนนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เป็นการผสมผสานความงามแบบดั้งเดิมเข้ากับสีสันและการเติมแต่งความทันสมัยใหม่ๆ เข้าไป สรุปว่าลงตัว

จริงๆ แล้ววันที่เราไปโฮ่วไห่ยนั้น ตอนแรกเลยคือเราตั้งใจจะไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติปักกิ่ง แต่เพิ่งพบความจริงตอนไปถึงข้างหน้าว่า "กำลังปิดปรับปรุงและต่อขยายเป็นเวลา 3 ปี!" จะบ้าเรอะ ใครเขาปิดพิพิธภัณฑ์ของชาติกันนานขนาดนั้น อยากปรับปรุงก็ปิดทีละปีกดิ ทีเหลือเปิดให้ชาวบ้านชาวช่องได้เข้าไปศึกษาประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรมอันแสนยาวนานและแสนจะน่าภาคภูมิใจของจีนเด๊ะ ฉลาดรึเปล่าเนี่ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

หลังจากระบายความโกรธกันเองอยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์สักพัก เรากับโจ้เลยต้องปรึกษาหารือกันว่าจะอย่างไรดี ไหนๆ ก็ออกมาแล้วจะใ้ห้เสียเที่ยวก็คงไม่ดี ค่ารถไฟจะได้ไม่เสียไปเปล่า ว่าแล้วก็นึกขึ้นมาได้ถึงสถานที่หนึ่งขึ้นมาซึ่งจำได้ว่าเพื่อนโจ้ย้ำนักย้ำหนาว่าต้องไป ว่าแล้วก็โทรคอนเฟิร์มกับเพื่อนโจ้คนเดิม และสรุปว่าจุดหมายใหม่ของเราในวันนั้นคือ "โฮ่วไห่ย" ตามคำแนะนำมีร้านดีๆ เยอะ ....ว่าแล้วกะเหรี่ยงเมืองพุทธ 2 ตัวก็มุ่งหน้าไปที่หมาย โดยไม่ลืมถ่ายรูปรอบๆ จตุรัสเทียนอันเหมินเพิ่มอีกเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง (พิพิธภัณฑ์อยู่ข้างจตุรัสไง)

ความประทับใจแรกเมื่อไปถึงคือ บรรยากาศดีมาก เหมือนเป็นเมืองเล็กๆ ที่ล้อมรอบทะเลสาบ ทางเข้ามีประตูด้วยนะ ได้ฟีลดีมาก โอ้..ลืมเล่าไป ด้านหน้าจะมีลานโล่งๆ อยู่ ตอนไปถึงมีคนจับกลุ่มกันเตะลูก
ขนไก่ (หน้าตาเหมือนน่ะ) ด้วยท่วงท่าลีลาที่เหมือนการเตะตะกร้อของไทยเป๊ะ ยืนดูอยู่สักพักก็ได้เวลาเดินผ่านประตูเข้าไป สิ่งที่เห็นยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจ ร้านอาหารต่างๆ เรียงรายเต็มไปหมด แต่ละร้านตกแต่งได้น่ารักมาก และเกือบทุกร้านต้องมีส่วนด้านนอก ให้นั่งกินข้าวกันริมทะเลสาบด้วยนะ (ด้านหน้าสุดมีร้าน Starbucks ด้วย สวยดีเหมือนกัน) ที่นี่เป็นเหมือนที่ๆ วัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนสามารถผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างน่าดู เรากับโจ้เดินไปเดินมา เพลินกันอยู่นาน ตอนแรกนึกว่าที่มันไม่ใหญ่มาก กะจะเดินให้ครบรอบค่อยหาร้านหน้าตาดีนั่งกินข้าวเย็นกัน ปรากฎว่า ....ที่นี่เมืองจีนนะ อย่าลืมเซ่! ไอ้ที่เห็นว่าเล็กน่ะ เพราะเราดูจากด้านหน้า มันมีสะพานกั้นอยู่ ไอ้เราก็นึกว่าสุดแค่นั้น เปล่าเลย พอเดิน
ไปถึงสะพานถึงได้เห็นว่าข้างหลังมีทางเดินอีกไกล

เดินๆๆๆ จนค่ำ กระเพาะก็เริ่มเรียกร้อง เรากับโจ้เลยตัดสินใจเลือกร้านอาหารจีนแถวด้านหน้า เป็น restaurant สุดหรูที่ราคาคุยกันรู้เรื่อง ร้านอื่นนั้น พอเห็นราคาที่เมนูเรากับโจ้ก็พร้อมใจกันเดินหนี ฮ่าๆๆๆๆๆ ไม่รวยมั่งให้มันรู้ไป (กระซิกๆ) เลือกที่นั่งริมทะเลสาบ หนาวหน่อยแต่โรแมนติก ด้วยความที่บรรยากาศมันเป็นใจ เลยสั่งอาหารไปตั้ง 6 อย่าง ทั้งที่ก็กินกันอยู่แค่ 2 คน อิ่มเกินไปจริงๆ

ที่นี่ นอกจากร้านอาหารน่ารักๆ ทางด้านหน้าแล้ว ถ้าใครอยากเดินดูบ้านเรือนแบบชาวบ้านๆ ของคนจีนก็มีให้เห็นซึ่งจะอยู่ฝั่งซ้ายของทะเลสาบ ส่วนฝั่งขวาก็เป็นอาคารเก่าเหมือนกันแต่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าไปเกือบหมดแล้ว ถ้าหากว่าเป็นคนที่ชอบเที่ยวแบบดริ๊งค์ ก็มีร้านน่ารักๆ เยอะแยะเหมือน ค่อนไปทางด้านหลัง แต่ในความรู้สึกเรานะ อุตส่าห์มาตั้งไกล จะไปเที่ยวที่ขายคอกเทลทั่วไปและเปิดเพลงฝรั่งทั่วไปทำไมก็ไม่รู้ ถ้าอยากชิล ชิล หาร้านชานั่งดีกว่า ว่าแล้วก็ไปเจออยู่ร้านนึง ข้ามสะพานมาก็เจอเลย ร้านสวยได้ใจมาก ตอนกลางคืนประดับตกแต่งด้วยไฟสีแดง ด้านหน้า้ร้านจัดให้มีดนตรีจีนเล่นให้คนเดินผ่านไปมาได้ฟัง เราจึงได้นั่งจิบชาอุ่นๆ ในบรรยากาศหนาวๆ แบบจีนๆ กันสบายใจ (แต่ไม่ค่อยสบายตัว)

ก่อนกลับ ที่ลานด้านหน้าที่เดิมมีชมรมเต้นอะไรสักอย่าง มารวมตัวกันเต้นลีลาศบ้าง แทงโก้บ้าง เต็มไปหมด แต่เป็นเพลงภาษาจีนนะ ดูแล้วให้ความรู้สึกดีจัง เราเลยบอกกับโจ้ว่ายังไงพรุ่งนี้ก็ต้องมาอีก ชอบมากจริงๆ

วันรุ่งขึ้นตื่นมาทำอาหารใส่กล่องแต่สาย (ตั้งใจตื่นเช้าแล้วนะ) เตรียมกับไป 3 อย่าง ตั้งใจจะไปปิคนิคบนเรือ ...ยังไม่ได้เล่าสินะว่าที่ทะเลสาบที่ Houhai นี้มีให้เช่าเรือถีบได้ถีบเล่นชมวิวสองข้างทางกันเพลินๆ ด้วย หรือถ้าขี้เกียจถีบก็มีเรือไฟฟ้าเหมือนกันนะ เมื่อวานเห็นคู่อื่นเขากระหนุงกระหนิงในเรือกันใหญ่ ยอมไม่ได้ วันนี้เผอิญเพื่อนคนไทยคนอื่นของโจ้ก็จะไปที่เดียวกันพอดี เลยนั่งรถแท๊กซี่ไปด้วยกันคนเยอะก็ได้บรรยากาศอีกแบบ

วันนี้แดดดีฟ้า สวย เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง แต่เราไม่ค่อยได้ถ่าย เพราะน้องที (หนึ่งในกลุ่มเพื่อนคนไทย) พก D-SLR สุดหรูยี่ห้อ Canon ไปด้วย เรื่องไรต้องถ่ายให้เปลืองแรงเรา กล้องเราก็แค่ดิจิตอลกิ๊กก๊อกธรรมดา 5555 อยากได้รูปตรงไหนก็เรียกหาน้องทีอย่างเดียวเลยวันนี้ ...แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เห็นรูปเลยนะ

ด้วยความที่ทุกคนเห็นว่าเราตั้งใจทำอาหารมาปิคนิคมาก เลยให้ความร่วมมือเช่าเรือไฟฟ้า ลงเรือสักพักก็ควักอาหารออกมากิน วันนี้โชคดีทำอร่อย ไม่ขายหน้า อิๆ กินกันเสร็จ คนอื่นก็นั่งดูวิว โจ้กลับควัก
กระดานหมากล้อมที่คว้าติดมือมาด้วยก่อนออกจากห้องมากาง เล่นกัน 2 คน ไอ้สนุกน่ะก็สนุกอยู่ แต่ไม่ได้ดูวิวเลยนี่สิ แถมอากาศหนาวมาก มือชาไปหมดเลย ฮือๆๆๆๆ

ยังไงก็เหอะ ถ้ามาที่ Houhai หลังเดินเล่นสักพัก หรือถ้ามีเงินหน่อยจะนั่งรถ 3 ล้อถีบก็ดีนะ ถ้าให้แนะนำจริงๆ เราก็ว่าต้องเช่าเรือ ที่นี่มีตั้งแต่เรือสำหรับ 2 คนถึง 10 คน จะนั่งจู๋จี๋ดู๋ดี๋กับที่รักหรือเฮฮากับกลุ่มเพื่อนก็
ได้ แต่ดีที่สุดเลือกเช่าเรือไฟฟ้าจะดีกว่า เพราะอย่างที่บอกว่าที่นี่กว้างมาก เมื่อวานเราเห็นพวกเช่าเรือถีบทำหน้าง่อยกันใหญ่ คงเพราะเหนื่อยมาก

ขึ้นมาจากเรือก็หาข้าวกินกันต่อ พี่ใสผู้มีประสบการณ์ใช้ชีวิตในปักกิ่งมา 5 ปีก็พาไปกินร้านอาหารจีนแคะแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ที่ริมทะเลสาบโฮ่วไห่ย .......อร่อยมาก! ไม่แพงด้วย ร้านหน้าตาไม่น่ารักเท่าร้านอื่นหรอกนะ ไม่มีส่วนให้นั่งชมทะเลสาบ ไม่มีพนักงานแต่งยูนิฟอร์มสวยหรู แต่รสชาติเยี่ยม อยู่ค่อนมาทางด้านหน้า ถ้าหันหน้าเข้าถนนร้านนี้จะอยู่ฝั่งซ้ายมือ เป็นร้านที่มีคนจีนเยอะมาก น่าจะสังเกตุเห็นได้ไม่ยาก กินข้าวเสร็จก็แยกย้าย

อย่างที่บอกว่า Houhai เป็นแหล่ง Hip ที่สวยมาก บรรยากาศดี ถ้ามีแฟนเราแนะนำให้พามากระหนุงกระหนิงกัน 2 คน หรือถ้าอยากอยู่นานๆ ก็มีโรงแรมให้พักเหมือนกันนะ เป็นโรงแรมเล็กๆ ที่แต่งแบบศิลปะจีนปักกิ่งดั้งเดิม เรากับโจ้ตกลงกันแล้วว่าถ้ามีตังค์ต้องมาเยี่ยมเยือนสักหน่อย จริงๆ ก็ไม่แพงหรอก แต่บ่จี้อ่ะ (last edited December 15, 2009)

ข้อมูลเพิ่มเติม
โฮ่วไห่ย
http://www.kinabaloo.com/houhai.html

.............................................................
By Kalyakorn Naksompop
Written in October 29, 2007

Photographs by Kalyakorn Naksompop
All taken in October, 2007

Tongplub, The Magic Boston